วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Nokia SupernoVa

ฟังข้อความ
รับฝากข้อความ
เช็คข้อความ
ข้อความจากเพื่อน
ข้อความทะเล้น
ข้อความคิดถึง
ข้อความตลก
ถ้าเป็นคุณจะเปิดดูหน่อยมะ
Nokia Supernova
เฮ้อ เพ้อเจ้อ
แต่ติดปากดีว่ะ จะใช้สร้างความน่ารำคาญกับคนรอบข้างเป็นระยะ
แก้เครียด

วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551

CHESS MATCH

ที่อยู่ดีๆก็ขึ้นหัวข้อกระทันหันขึ้นมาอย่างนี้
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ออกจะทุลักทุเลทางจิตใจ
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลากับเรื่องเหล่านั้น
เลยต้องหาทางวางแผนการรบใหม่
ไม่เคยเหลวไหลขนาดนี้
ขนาดที่ลืมเตรียมเนื้อเรื่องสำหรับการนำเสนอข้อมูลให้กับอาจารย์
ความจริงแล้วเราชอบอะไรที่ดูเป็นโบราณ
ดูมีเนื้อเรื่องจะเอามาเล่นได้เยอะ
อ่านประวัติศาสตร์มา ชอบเรื่องในวังมากที่สุด
ทีนี้ในเมื่อจะใช้อิทธิพลจาก Pierre et Gilles
ศิลปะที่ว่าด้วยการนำหลัก "เผชิญหน้า"
แบบ
"Mise-en-scence"
หรือเรียกอีกแบบว่า
"Being-as-Playing-a-Role"
เข้ามา โดยมีตัวแปรหลักคือ
"Marionette"
ที่เสือกนำเสนอเป็นหัวข้อไป เนื่องจากอยากทำงานประมาณ โรงละครสัตว์
โอเคทีนี้ลองมาวิเคราะห์นะ
ในเมื่อแกนหลักของMarionette คือการ บังคับ และควบคุม
ให้ไปตามที่ต้องการเพื่อความพอใจต่อคนที่บังคับ
ตัวแปรตามคือ
"Pierre et Gilles"

ที่นำเสนอภาพแบบละครเวที
การเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์(ตรงนี้ตรงกับความชอบของเรา)กับเรื่องราว
ที่ผู้คนทั่วไปรู้จักมานำเสนอในความต้องการของตนเอง(ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับเพศ)
รายละเอียดที่สมบูรณ์แบบทุกอย่างอยู่ด้านหน้าและง่ายแก่การเข้าใจ
และตัวแปรควบคุมไม่ให้งานหลุดกรอบคือ
"หมากรุกฝรั่ง"
ทำไม ทำไมต้องหมากรุกฝรั่ง??? นั่นสิ
เดิมทีแล้วเราอยากทำเรื่องราวในประวัติศาสตร์
เรื่องแรกที่เข้ามาในหัวเกี่ยวกับการชักใยคือ
"พระนางซูสีไทเฮากับลูกชาย"
ที่เรื่องเกี่ยวกับการบีบบังคับให้ลูกชายทำในสิ่งที่ตนต้องการ
และสุดท้ายก็ต้องสูญเสียลูกชายไปเพราะสิ่งที่ตนห้ามและบังคับ
เนื้อเรื่องเศร้าและจริง แต่ว่ามันคงจะแคบมาก
งานคงจีนๆ มีอีหมวยกับไอตี๋
เลยคิดจะมาทำอะไรขยายวงกว้าง
เดิมทีคิดจากพื้นหินอ่อนตารางขาวดำ
ตามความชอบส่วนตัวเราชอบตารางขาวดำ
หมากรุกๆๆๆๆๆๆ
หมากรุกมี คิง ควีน ไนท์ บิชอป พอน
มีทุกอย่างทุกเรื่องราวที่เอามาปั้นแต่งเองได้
"แล้วทำไมชั้นถึงจะไม่เอามาเป็นหัวข้องานละ"
.
เพราะฉะนั้น การยำงานครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายสำหรับการเรียนถ่ายภาพปีสี่
"Marionette+Pierre et Gilles+Chess"
=
MARIONETTE
โดยจะเอาเรื่องราวทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างสอดแทรกเป็นระยะๆ
น่าสนุกแต่ต้องลองดูก่อน
ณ ตอนนี้เอาเรื่องรายงานข้อมูลให้รอดแล้วทำการบ้านที่เหลือ
ให้มากที่สุดจะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องปวดหัว
ปล่อยมันไป ลอยไป
แล้วกลับมา "รุกฆาต" อีกครั้ง

วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551

"ช่างมันเถอะ

ช่วงนี้มีแต่เรื่องกังวลใจเข้ามาตลอดเวลา
เป็นหน้าหนาวที่แย่ที่สุดในรอบยี่สิบสองปีที่มีมา
ประการแรกด้วยการเรียนที่มีรายละเอียดเยอะ
จนบางทีก็รับไม่ไหวเลย
นั่งเฉยๆก็จริง แต่ในหัวคิดแต่เรื่องงานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เรื่องงานคือสาเหตุของอาการมึนหัวและทรงตัวไม่อยู่ ซึ่งเป็นมานับแล้วทั้งหมดหนึ่งสัปดาห์ถ้วนๆ
แถมยังมีท่าทีว่าจะไม่หายง่ายๆ
โรคหวัดที่มาเยือนทันทีที่ร่างกายอ่อนแอจากความเย็นบ้างหนาวบ้าง
โรคหวัดมักพ่วงมาด้วยกลิ่นปากที่มักมาประจำเสมอ
.
อนึ่ีงเรื่องนี้ยังนับเป็นเรื่องที่จิ๊บจ๊อยมาก
เพราะทุกปีก็เจองานเยอะอย่างนี้อยู่แล้ว
งานที่หนักกว่านี้ กดดันกว่านี้ แล้วเป็นงานชาวบ้านที่โยนมาให้
ก็เจอมาหมดแล้วแต่เรื่องที่สองนี่ก็ถือว่าพอสมควรเลย
นั่นคืองานส่วนที่บ้าน
ทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงแต่ก็นับว่าอิทธิพลทางจิตใจอย่างใหญ่หลวง
อยากช่วยแต่ช่วยอะไรไม่ได้มาก เจ็บใจจริงๆนะ
บางทีเรื่องราวที่มีแต่อุปสรรคในอดีตของปะป๊า
สามารถสร้างความแข็งแกร่งในการต่อสู้กับอุปสรรคืได้อย่างใหญ่หลวง
แต่การรับมามากจนเกินไป
ก็สร้างความเจ็บปวดทางจิตใจที่ว่า
เราช่วยอะไรไม่ได้เลย
หรือ
เราอยู่กับโครงสร้างวัฒนธรรมเก่าๆ

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2551

8-8-8

วันเกิดก็เวียนเข้ามาอีกรอบจนได้
เลขสวยด้วยนะ
8-8-8
แล้วอายุยัง
22
อีก
สวยมาก และรู้สึกตื่่นเต้นกับมันที่สุด
ยิ่่งโตขึ้น วันเกิดมันยิ่งจืดลง
การงานมันเยอะ
ทุกอย่างมันพลางทำให้วันๆนี้้เป็นแค่วันธรรมดา
คนทำงานคงคิดกันอย่างงี้
แต่เราจะไม่คิดอย่างงี้
เราไม่ยอมให้วันดีๆของเรา กลายเป็นวันธรรมดาหรอก
ใช้ชีวิตต้องสนุก ตอนนี้ทุกอย่างกำลังขยับให้ตัวเรา
ไปสู่ทางที่ตัวเองอยากไปมากขึ้น
ตาเราสว่างมากขึ้น พออายุมากขึ้น เจออะไรเจ็บๆมากขึ้้น
ถ้าเป็นคนขี้้น้อยใจเมื่อก่อนคงหลับหูหลับตาโกรธ
แต่ตอนนี้คือความเข้าใจ
ที่จะไม่ลืม
ครั้งหนึ่งมองว่าความรักเป็นเรื่องที่ต้องละเอียดอ่อน
ประคับประคอง
ตอนนี้มันคือสิ่งที่ปล่อยไปตามหัวใจรู้สึก
รู้สึกได้ว่าความรักครั้งนี้
ถ้าพยายามมากๆ คือผิดหวัง
ต้องพยายามไม่แสดงอารมณ์ตัวเองมาก
ถึงจะได้อะไรที่่สมใจ
มันแปลกดี เพราะความรักตามมุมมองเราคือ
สิ่งที่พยายาม เพราะครั้งหนึ่งเรารักเขาเพราะเขาพยายาม
พยายามมากถึงมากที่สุด
แต่มาวันนี้กลายเป็นต้องไม่พยายามมากที่สุด
อย่างว่าละคนเรามันเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ
ก็ต้องดูว่าหลังวันเกิดหลังความรู้สึกนี้
เราจะเปลี่ยนแปลงกันไปอย่างไร
ไม่ว่าจะดีจะร้ายเราถือว่า
มันคุ้มที่ได้เจอ

Happy Birthday to Me

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ชั้นขอไปเป็นตัวเอง

ช่วงนี้เอาแต่พูดว่าเหนื่อย
ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไร
ปฏิบัติน่ะไม่ค่อยได้แตะ
แต่ความคิดเนี่ย ใช้เยอะมาก
ใช้เยอะจนบางครั้งพระอาทิตย์ยังไม่ตก
ตาก็จะหลับเพราะความเพลียซะแล้ว
บางทีนะ
ก็คิดเหมือนกันว่า
สิ่งที่เครียดๆอยู่ทุกวัน คิดมากอยู่ทุกวัน
มันใช่เรื่องจำเป็นสำหรับเรารึปล่าว
เราเคยเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้
แต่ตอนนี้มันติดกับตัวเราตลอดเลย
อยากจะค่อยๆปล่อยออกจากตัวไปบ้าง
จะได้ไม่ต้องมานั่งคิดอะไรบ้าๆบอๆ
หรือกลัวเรื่องบางอย่างจะเกิด
ถ้าคิดให้ได้ว่า
"ถ้ามันเกิดก็ช่างหัวมันปะไร"
ถ้าแบบนี้คงมีความสุขไม่น้อย
ความที่ตอนนี้ ทุกอย่างค่อนข้างจะมืดมาก ในแง่ของ วิถีชีวิต
อารมณ์ และการศึกษา
เป็นเหมือนยุคงมโข่ง
ช่วงนี้ค่อนข้างห่างจากสิ่งที่รักมาก
ไม่ได้แตะต้องสิ่งที่อยากมอง อยากเรียนรู้เลย
ยิ่งทำให้หงุดหงิด
และมืดมากขึ้นเรื่อยๆ
.
.
.
.
สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือเวลา
ให้เวลากับตัวเอง
ให้มากๆ
เราอาจจะต้องยอมเสียบางอย่าง
เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวตนของเรา
ดีกว่าดันทุรังเกิดปัญหา
จนนั่งมืดไปตลอด
แม้จะอยู่ในที่ๆสว่างจ้ามากๆก็ตาม
อาเมน

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

หน้าที่ บทบาท ความรัก

ไม่ตั้งใจขึ้นชื่อหัวข้อให้รู้สึกคลื่นไส้
แต่ 2-3 วันนี้ ได้ยินเรื่องที่ทำให้กลับมาคิดเยอะทีเดียว
เรื่องงานมันหนัก
หนักทั้งความคิด ที่ต้องมีวิสัยทัศน์มากมาย
ต้องมองให้ไกลให้ลึก ให้ต่างมุมมอง
นั้นคือหนทางสู่ความสำเร็จในเรื่องการงาน
มันมีคำตอบ
บทบาทที่เป็นทั้ง พี่ ลูก เพื่อน แฟน
มันก็มีคำตอบหมด
เราสามารถเลือกบทบาทได้ ถึงแม้อีกฝ่ายอาจต้องทำใจรับ
แต่บทบาทของเรา ไม่จำเป็นต้องมีแค่อย่างเดียว
เราเหยียบเรือสองแมในกรณีนี้ได้แน่นอน
และกำลังเริ่มทำอยู่แม้ว่า มันจะเหนื่อยมากก็ตามที
อันสุดท้ายมันมีทางให้เลือก
ความรัก
มันมีทั้งหน้าที่ และ บทบาทมาเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้
บางครั้งก็ลำบากใจ
สองสามวันมานี้
ได้ยินประโยคประมาณว่า
"อยากกลับไปนิวยอร์ค แต่ เราต้องมาด้วยกันนะ"
"ที่นี้เงินเดือนน้อยมาก อยู่ที่นู้นสบายกว่าอีก"
และอีกหลายอย่างทำนองนี้
และที่ได้ยินวันนี้
"อยากกลับไปเหมือนกันนะ แต่น้องตั๋งเค้าต้องอยู่ที่นี่น่ะสิ"
นั้นละ
มันเริ่มจุดประกายความคิดของเราว่า
ตอนนี้ความรักกำลังทำให้เรามีบทบาทมีหน้าที่เพิ่มขึ้น
ในฐานะของคนที่โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
หรือกลายเป็น
ตัวตัดหน้าที่การงานในอนาคตมากขึ้น ทำให้โลกแคบมากขึ้น
ทุกวันนี้
เราอยู่กันบนความเหนื่อยของผู้ปกครอง
ถ้าวันหนึ่งเราต้องเลี้ยงตัวเองแล้ว
เราก็ต้องคิดถึงตัวเองก่อน
ถ้าเกิดอีกฝ่ายมาทำให้เราไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้
เราจะทำยังไงดี
ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยบอกว่า เราจะยอมหยุดให้คนที่เรารัก
และตอนนี้ก็ยังมีความคิดนั้นอยู่
แต่พอได้ยินประโยคเหล่านั้น
มันกลับมาฉุกคิดว่า
"เค้าควรจะเดินไปข้างหน้ารึปล่าว ในขณะที่เราก็อยู่ในสายงานของเรา
เดินไปของเรา"
มันคงเป็นทางคู่ขนานเอามาก
สถานที่ซุกหัวนอนก็คนละขั้วโลกแล้ว
ความคิดเหล่านี้ล้วนทำให้เราอ่อนแอทางจิตใจขึ้นมาทันทีที่คิดถึง
เรายังโตไม่พอรึปล่าว
ถ้าถามผู้ใหญ่เรารู้คำตอบตั้งแต่ปากยังไม่อ้า
ถ้าถามเพื่อนก็รู้คำตอบก่อนจะถามอยู่ดี
เลยตัดสินอย่างเด็ดขาดแล้ว
ว่า
ปล่อยเวลาพาทุกอย่างไปกับตัวเราเอง
ส่วนตัวเรา
มีหน้าที่ทำทุกอย่างให้มัน Perfect ที่สุดทั้ง
หน้าที่ บทบาท และความรัก(ที่ให้พี่เจฟคนเดียวครับ)
ตั๋ง

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551

Tired & Seirous

ช่วงนี้มันดูยุ่งๆ เหนื่อยๆ
เหมือนไม่ทันจะทำอะไรก็ล้าซะแล้ว
ไม่รู้เพราะปัจจัยทางร่างกาย
หรือมันเกิดจากจิตใจที่มันกระทบกระเทือนง่าย
แล้วยิ่งช่วงนี้นิดๆหน่อยก็มีเรื่อง
มันยิ่งทำให้เราน้อยใจ
มาคิดดูมันก็สมควรน้อยใจนะ
บางทีอะไรที่คนที่เรารักเค้าพลาดไป
ถ้ามันได้ยินจากปากของเค้าเองจะดีมาก เราจะงอน
แต่มันจะหายเร็ว
แต่นี่รู้จากปากคนอื่นทั้งๆที่เค้ามีโอกาสบอกตลอดเวลา
มันเลยน้อยใจหนัก
แต่อย่างว่านะ
ถ้าเค้าขอโทษมาแล้ว
มันต้องให้อภัย
รักคือการให้
ครั้งนี้ขอให้อภัยแล้วกัน
เหลือที่เรานั้นละ
จะงอนนานขนาดไหน
บางทีไม่อยากงอนนานหรอกนะ
แต่มันเสียความรู้สึกเท่านั้นเอง
ถ้าพี่เจฟได้มีโอกาสมาอ่านบทความนี้
ตั๋งขอ
ให้พี่เจฟถนอมน้ำเค้าหน่อยนะครับ
เค้าก็จะถนอมน้ำใจตัวเองเหมือนกัน
เรามาช่วยกันนะ

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2551

The day he'll back to my hug

รอมาจนถึงวันนี้
วันที่เค้าจะกลับมาสู่อ้อมกอดเรา
หวังว่าเค้ายังไม่ลืมความรู้สึกไว้ที่นั้น
ยังเอากลับมาอยู่นะ
ใจนึงเค้ากลับมาเราคงดีมากๆ
อีกใจนึงกลัวว่าเค้ากลับมาแล้วมันจะไม่เหมือนเดิม
กลัวบางอย่างมันเปลี่ยนความสัมพันธ์เราไป
แต่ตอนนี้เค้ากำลังจะกลับมา
ก็ต้องยินดีไว้ก่อนแล้วกัน
แล้วที่เหลือค่อยคุยกันทีหลัง
เพราะยังไง
"การกลับมา"
คือสิ่งที่รอตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม วันที่เค้าเดินเข้าประตูไป
กลับมารักกันนะครับ
พี่เจฟ

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2551

Earthquake

ช่วงนี้คงต้องอยู่กับสถานการณ์
สั่นๆสู้ๆสะเทือนๆ
เพราะหัวข้อในครั้งนี้คือการเคลื่อนไหว
เราไม่อยากเอาแบบวิ่งๆ เดิน น่าเบื่อมาก
ขอเอาเป็นสะเทือนแล้วกัน
หวังว่าจะออกมาสำเร็จนะ
ช่วงนี้อารมณ์ขี้เกียจเริ่มลอยมาตามสายลมอีกแล้ว
บิดนู้นขยับนี่ก็เบื่อเซ็งซะแล้ว
ตอนนี้ไปโรงงานทีไรก็นั่งเฉยๆ
ไม่ทำอะไร
เราเป็นลูกแบบไหนกันว่ะเนี่ย
อยากจะช่วย
แต่ไม่รู้จะช่วยอะไร
ภาษาจีนก็ถอยลงไปเรื่อยๆ
ทำไงดีนะ
ช่วงนี้เรียนภาษาฝรั่งเศสตั้งข้อสังเกตว่า อาจารย์จะไม่เรียกเราตอบคำถามเลย
ไม่เรียกให้อ่าน
ไม่ถามเฮี้ยอะไรทั้งสิ้น
ถามทุกคน
แต่ไม่ถามเรา
โอเคเราอาจจะเปิดตัวออกมาดี
แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ต้องพูดเลย
ถ้าอย่างงั้นความสามารถมันก็ถอยเหมือนกันนะ
เฮ้อ
อยากจะรีบเรียนให้จบคอร์สนี้จะได้เผ่นไปลงคอรส์อื่น
จะดีกว่า
อีกไม่กี่วันพี่เจฟก็จะกลับมาแล้ว
ดีใจจัง
กลับมาครั้งนี้คงมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกเยอะ
ทั้งหน้าที่การงาน
สถานการณ์ต่างๆ
มันทำให้เราต้องค่อยๆขยับความสัมพันธ์
จริงๆแล้วอยากหวานๆ
แต่ถ้าเป็นอย่างงั้นตลอด
มันคงทำให้อีกฝ่ายรำคาญมากเลยทีเดียว
คิดแล้วก็เครียด
ไม่เครียดก็คือไม่คิด
เพราะฉะนั้นคิดดีกว่า
มีอะไรให้สมองแก้เล่นเยอะดี

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2551

รันชู แปลว่า ปลาทอง

ได้ปลาทองมาใหม่เพิ่มอีกสามตัว
จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 2 ตัว
แล้วอาทิตย์ที่แล้วซื้อมาใหม่ 3 ตัว
จากเดิม 2 ตัวแรก เคยเป็นโรคซึมเศร้า โรคจุดขาว เลือดออกตามหาง
ตอนนี้ก็รักษาค่อยๆดีขึ้น กินอาหารมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่สามตัวที่ซื้ออาทิตย์ที่แล้ว
ตอนนี้ใกล้ตายแล้ว
เพราะเป็นโรคจุดขาว
ตัวเมียเกล็ดหลุด
และทุกตัวซึมเศร้า
สาเหตุหลักมาจากเชื้อโปโตซัวที่เกิดขึ้นในน้ำเย็นจัด
และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแรงตลอดเวลา
เราไม่รู้มาก่อนเลยว่า
ปลาทองไม่เลี้ยงในห้องแอร์
เพราะน้ำมันจะเย็นอย่างรวดเร็ว
แล้วกลางวันที่เราไม่อยู่บ้านมันจะร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
รู้สึกผิดมาก เพราะตอนนี้สามตัวนั้นดูใกล้เดี้ยงแล้วจริง
ต้องเริ่มปฐมพยาบาลมันอย่างใกล้ชิด
กลัวมันจะตายมากๆ
สวยๆทั้งนั้นเลยอ่ะ
เอาน่ะ ต้องพยายาม
อยากเลี้ยงปลาทองสวยๆมานานแล้ว
จะเอาไปเลี้ยงที่โรงงานให้หมดยกเว้นสองตัวแรก เพราะคนละพันธุ์กับหกตัวหลัง
6 ตัวหลังเป็นพันธุ์ออลันดาสวยมากมาย
ชอบที่มันดูเป็นสีทองจริงผสมแดง แล้วมันเกล็ดสีขาว
ดูมีสกุลมากๆ
จะนับวันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มเลี้ยงปลาทองอย่างจริงจัง
และจะนับวันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มการลดโลกร้อนด้วย
ขอให้ปลาทองเอาทองเข้าโรงงานด้วยเถอะ
สาธุๆๆๆๆ

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เศร้าใจกับครอบครัวชั้นเองจัง

ความจริงแล้วไม่อยากขึ้นหัวข้อนี้เลย
แต่บางทีความรู้สึกคนเรามันไม่รู้จะหาใครเป็นทางออก
ไม่อยากเอาเรื่องในบ้านมาประจานให้อับอายตัวเอง
ว่า
แท้จริงแล้ว
คนที่เราคิดว่า ต้องรักกัน ถึงจะมีเราเกิดขึ้นมา
ความจริง
เค้าไม่ได้รักกันเลย
ไม่รักกันไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ไม่รักกันแล้วมาทนอยู่ด้วยกัน
คนที่ทรมานไม่ใช่พวกเธอหรอกนะ
แต่มันคือผลผลิตที่พวกเธอสร้างขึ้นมา
ต้องมานั่งฟังคำด่าแย่ๆ
ที่ไม่ด่าใส่กัน
แต่มาลับหลังให้พวกเราต้องฟังกัน
มันแย่นะที่วันๆนึงเรื่องๆพวกนี้ต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในสมองของชั้น
สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดที่สุด
คือไม่อยากให้น้องอีกสองคนที่เค้าควรจะมีความสุขในวัยเค้า
ต้องมารับอารมณ์ร้ายๆของเราที่เกิดจากความเครียดเรื่องบัดซบพวกนี้
ไม่อยากให้พวกเค้าต้องมาผจญกับเรื่องร้ายน่าเบื่อ
ของผู้ใหญ่ที่มีแต่เหตุผล แต่ไร้ซึ่งความเข้าใจ
การอภัยและการยอมรับความผิดพลาด
มีแต่การประชดประชัน
เป็นไปได้มั๊ยว่ามันจะยุติลง
ถ้ามันหยุดลงไม่ได้
ขอสาบานไว้ว่าจะต้องเก่งให้ได้ เก่งจนมีทรัพย์ที่จะเลี้ยงดูน้องสองคน
แล้วพาน้องสองคนออกจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม
มาอยู่กับเรา สามพี่น้อง
เฮียสัญญานะจะไม่ให้ทั้งสองคนต้องเห็นภาพแย่ๆในชีวิตอีก
เฮียเสียใจจังที่ครั้งนึงในชีวิตของพวกแกต้องมาเครียดกับเรื่องแย่ๆอย่างนี้
เฮียเสียใจ

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

คิดถึง

เวลาผ่านไปสองเดือนแล้ว
สองเดือนแล้วสินะที่อยู่ห่างจากคนที่เรารัก เราคิดถึงมากที่สุด
การแยกกันครั้งนี้ มันสอนอะไรเราเยอะมาก
มันทำให้เราต้องหัดคุมสติมากๆ
ต้องเชื่อใจกันมากๆ
จากตอนที่เค้าเข้าสนามบินไป
ตอนที่เราหวิวๆรู้สึกวาบไปทั้งตัว
ทำใจไม่ได้
ทำอะไรไม่ค่อยถูก
มาจนถึงตอนนี้ความคิดถึงจากวันนั้นถึงวันนี้
ไม่น้อยลงเลยมากขึ้น
แต่ไม่สั่นแล้ว
กลับเป็นพยายามหาไรทำแล้วทำให้ดีที่สุดจะได้ใช้เวลาที่วิ่งอย่างรวดเร็ว
ให้มันเร็วจริงๆ
ไม่ทำให้เวลาดูช้า
มีแต่คิดถึง
และเฝ้ารอวันที่เค้าจะกลับมา
กลับมาให้เรากอดเค้าอีกครั้ง
รักพี่เจฟมากครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

แค่อยากมีคนคุยด้วย

ช่วงนี้ชีวิตเหมือนจะว่าง
แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาจะทำอะไร โดนปล่อยไปกับอะไรเดิมๆ
เบื่อๆ
รูปลักษณ์ภาพนอกที่ดูเป็นคนเงียบๆ
ความจริงเราเป็นคนนึงที่ชอบคุยนู้นนี่ เสวนานู้นนี่
แต่ทำไมหาคนคุยด้วยไม่ค่อยได้
ที่หาไม่ค่อยได้เพราะเราเลือกจะไม่คุยด้วยนะ
บางคนก็คุยด้วยไม่ไหว น่ารำคาญ
บางคนก็เงียบๆ รับฟังเออออแต่ไม่ได้ไปเข้าใจอะไรหรอก
ทำๆไปให้รู้สึกว่าสนใจอย่างงั้นเอง
บางคนก็ชอบขัดทุกเรื่อง บางคนก็ขี้โม้เกิน
บางคนก็พูดแต่เรื่องเน่าๆคาวๆ
.
.
.
เราเป็นคนนึงที่ชอบอ่านประวัติศาสตร์ ชอบศิลปะ ชอบภาษามาก
ถ้ามีใครมาถามภาษาเราจะรู้สึกดีที่สุดเลย
ถ้ามีใครมาถามแฟชั่นเราจะชอบมากที่ได้ตอบ
ถ้ามีคนมาถามว่าภาษาแต่ละภาษามีที่มาอย่างไร
มันคงจะดีไม่นอนเลย
เราชอบที่จะพูด
แต่ไม่ชอบที่จะพล่าม
คำพูดเราอ้อมบ้าง
แต่ทุกอย่างผสมไปด้วยความจริงใจ
.
.
ไม่นานมานี้อย่างที่พิมพ์ไปบ้างแล้ว
ว่าเจอคนที่เหมือนกับเรามาก
ทั้งความคิดการอ่าน
มีแตกต่างกันบ้างตามสไตล์ร้อยพ่อพันแม่
แต่โดยรวมดูเสมือนจะใช่คนเดียวกันเลย
ดีใจจริงๆนะ
ไม่เคยรู้สึกผ่อนคลายอย่างนี้มานานแล้ว
การได้คุยอะไรที่เป็นภาษาของเราแล้วอีกคนเข้าใจ
ไม่ต้องนั่งปั้นแต่งคำพูดให้ดูดี
ที่แม้แต่ตัวเราเองฟังแล้วยังรำคาญใจ
.
.
แต่ก็ต้องจากลากันด้วยเหตุผลปกติสามัญ
ไม่เคยเศร้าเรื่องการจากลานะ
ชีวิตนี้เจอแต่อย่างงี้มาตลอดตั้งแต่เด็กไม่เคยได้ลิ้มรส
อารมณ์ความเป็นเพื่อนยาวนาน สักเท่าไหร่
มีที่ยาวนานก็เพื่อนเก่าที่ยังคอยช่วยเหลือจนถึงทุกวันนี้
ส่วนใหญ่เป็นแต่หัวหน้าเค้า ทุกคนอยากเข้าหา
พอทุกอย่างเสร็จเราก็ต้องจากทุกคนไปอยู่ดี ด้วยตำแหน่งหน้าที่
มันแปลกตรงที่
สมัยมัธยม
เราเป็นคนที่ต้องการตัวมากที่สุดคนนึงของโรงเรียน
และเรายินยอมทำทุกอย่างตามที่ส่วนใหญ่ร้องขอ
เรียกได้ว่าทุกคนที่เห็นคือเพื่อน
รุ่นน้องที่เราไม่รู้จัก ยังเข้ามาคุยกับเรา
พอมามหาลัย
ทุกอย่างตรงกันข้ามหมด
คนที่เป็นเพื่อนคือคนที่ใช้ชีวิตคล้ายกัน
เมา สูบ เละ
ถ้าไม่มีสามอย่างนี้ก็ไม่มีเพื่อนเท่าไหร่
ทำอะไรดีมากๆ
โดนเล่น โดนจิกกัดสารพัด
ทำอะไรโง่
โดนกระทืบด้วยลมปาก
และตอนนี้ชีวิตก้าวเข้ามาอยู่ความเป็นคู่
มีคนให้คอยห่วงใย
มีคนให้นึกถึงมันก็รู้สึกดี
แต่มันยังขาดอะไรไปบางอย่าง
บางอย่างที่สำคัญมากๆ
และมันเกิดขึ้นทุกครั้งที่คุยจบ
ทำอะไรสักอย่างเสร็จ
ทำไมนึกไม่ออกนะ ไม่เคยนึกออกสักที
เป็นครั้งแรกที่เปิดเผยความรู้สึกในใจที่คิดมา 4 ปี
แต่ก็ยังเปิดเผยไม่หมด เพราะมันขาดสิ่งนั้นอยู่
มันคืออะไรน้า
นึกไม่ออกจริงๆ

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

I say a little prayer for you,P'Jeff

The moment I wake up
Before I put on my makeup
I say a little prayer for you
While combing my hair now
And wondering what dress to wear now
I say a little prayer for you
Forever and ever
You'll stay in my heart
And I will love you
Forever and ever
We never will part
Oh how I'll love you
Together, forever
That's how it will be
To live without you
Would only mean heartbreak for me
I run for the bus dear
While riding it I think of us dear
I say a little prayer for you
At work I just take time
And all through my coffee break time
I say a little prayer for you
Forever and ever
You'll stay in my heartAnd I will love you
Forever and ever
We never will par
tOh how I'll love you
Together, forever
That's how it will be
To live without you
Would only mean heartbreak for me
My darling believe me
For me there is no one
But you
Please love me too
I'm in love with you
Answer my Prayer

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ใจกว้าง

ช่วงนี้โชคดีได้คนคุยด้วยที่ค่อนข้างจะสนใจในเรื่องเดียวกัน
แปลกมากนะที่เจอเพื่อนอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน
คุยเรื่องเดียวกัน
ทั้งๆที่เรื่องเดียวกันนี้ถ้าคุยกับคนอื่นจะเป็นอะไรที่
ไม่เข้าใจแล้วยังไม่สนใจใส่ด้วย อย่างที่เราเจอบ่อยๆครั้ง
รู้สึกดีมาก
เพราะเพื่อนแนวนี้ สิบปีจะเจอสักคน
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าใจกันได้ขนาดไหนจะไว้ใจได้รึปล่าว
ยังไงก็ดูๆไปก่อนแล้วกัน
อย่างน้อยก็ไม่เหงาเท่าไหร่แล้วละ ช่วงเจ็ดวันนี้
เอางานมาให้พี่ๆดู ก็ถึงรู้ว่า
ยังไกลจากคนเก่งๆอีกมาก
นานแล้วนะที่เราลืมจุดหมายของตัวเองไป
ทิ้งเอาไว้แล้วมัวแต่ทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์กับตัวเองและผู้อื่น
การที่ได้ฟังคำวิจารณ์หนักๆแรงๆซะบ้าง
น่าจะเป็นสารกระตุ้นที่ดีที่สุด
เราไม่ใช่คนมีพรสวรรค์ที่สุด แต่เราก็เป็นที่มีพยายามที่สุดได้
เพราะความพยายามมันขึ้นอยู่กับตัวเรา
เริ่มตาสว่างละ และเริ่มรู้ว่าอะไรเหมาะกับตัวเราไม่เหมาะกับตัวเรา
มันคือผลพวงของการต้องตกอยู่ในความเหงา คนเดียว
เฮ้อ
ไปมีความสุขดีกว่า

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

การเปลี่ยนแปลง

บางที
ชีวิตที่ซ้ำๆซากๆได้รับการเปลี่ยนแปลง
ทุกอย่างก็จะดูดีขึ้น
แต่เราเป็นคนไม่กล้าเปลี่ยน
พอรู้ว่าจะต้องเปลี่ยน
ก็จะเกิดอาการ"ดัดจริต"
เปลี่ยนแล้วจะดีเหรอ เซ็งบ้างละ ยึดถือของเก่าบ้างละ
แต่พอก้าวผ่านเส้นนั้นมา
ถึงพึ่งรู้ว่า
ข้างนอกเค้าก็ดูดีเหมือนกัน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาสดๆร้อนๆ
และก็ทำให้รู้ว่าไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว
ถ้าอยากเปลี่ยนอะไรเปลี่ยนเลย วัยเราตอนนี้
มันคุ้มที่จะเสี่ยงทุกอย่าง ควรผิดเยอะๆ
แล้วจะได้ไม่ต้องผิดอีกในอนาคต
เริ่มมีความกล้าขึ้นมาบ้างแล้ว
ความเป็นคน "สมบูรณ์แบบ" ต้องหายไป ต้องเอาออกไป
แล้วเอาเป็นตัวเรา เลอะๆเทอะๆ งงๆกลับมา
แปลกนะ สองปีที่แล้วเราเอาความบ้าบอออกไป
เอา"สมบูรณ์แบบเข้ามา"แล้วรังเกียจความบ้าๆบอๆมาก
แต่ตอนนี้ถึงรู้ว่ามันไม่ใช่ชั้นเลย
พอทำตัวแบบตัวเราเอง มีเพื่อนตรึม แต่พอทำตัวมีระดับ
มีระดับจริงๆ ระดับเพื่อนก็ลดลงจริงๆ
ของทุกอย่างมันคงต้องปรับเข้าหากันบ้างละ

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2551

สิ่งที่ชอบมันขัดกับสิ่งที่ดำรงอยู่

ในที่สุดก็รู้จนได้ว่า ชอบทำอะไรในชีวิต
ชอบดูการแสดง
ชอบมาก ต้องแบบแสงสีเสียงนะ
ชอบฟังเพลง
ชอบดูร่ายรำ
ดูแล้วสร้างแรงบันดาลใจได้เยอะมากก
ช่วงนี้มีแต่อะไรไม่รู้ประดังเข้ามา
เหนื่อยล้า
หรือเป็นเพราะเราสบายมาตลอดว่ะ
ลำบากซะบ้างมันก็สร้างพลังให้เราเหมือนกันนะ
อาจจะเพราะช่วงแรกกำลังใจหายไปมันก็เลยเซบ้าง
ตอนนี้ตั้งหลักได้แล้วเพราะรู้ว่า
เราจะรักเค้าคนเดียว
ตอนนี้อยากให้
แต่จะได้รับรึปล่าวไม่รู้
ให้ดีกว่า
ตอนนี้ต้องทำให้ตัวเองน้ำหนักลงให้ได้
หลังจากปล่อยเนื้อปล่อยตัวมาหลายต่อหลายวัน
จนบัดนี้ร่างกายเริ่มน่าเกลียดเหมือนเดิมอีกแล้วต้องพยายามมากๆ

วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2551

สงกรานต์ สาดน้ำ เกลียดน้ำ ก้ไม่ต้องสาด

สงกรานต์ที่ผ่านมาทำให้เราได้รู้ว่า
เป็นคนที่เกลียดกลิ่นตัวคนที่เฉอะแฉะผสมแป้ง
แล้วเบียดๆๆๆๆๆกันจนไอร้อนเป็นกลิ่นขึ้นมา
จะอ๊วกแตก
และทำให้รู้ว่าเราไม่เหมาะกับงานสงกรานต์อย่างนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
มากสุดสาดได้ไม่เกินครึ่ง ชม. จะเริ่มไม่สนุกละ
ไม่ปกติเหมือนชาวบ้านเลย
ปีที่แล้วอีกคนหนึ่งเค้าก็มาอยู่ในจุดที่เราอยู่ในปีนี้
เหมือนเป็นการสลับตำแหน่งกัน
ต่างกันตรงนิสัยเรากับเค้า
เราเฮี้ยไปนิดนึง
เกาะช้างชวนฝัน
ฝันร้ายสำหรับนักท่องเที่ยวที่คิดจะใช้บัตรรูดในทุกๆจุด
ค่าโรงแรมหากคิกจะรูด 5 เปอร์เซ็นต์
ค่าอาหารโดน 3 เปอร์เซ็นต์
ดอกทอง
ขับรถวนทั่เกาะมีแต่ผลไม้ปลูกกันเยอะมาก
ทั้งทุเรียน มะพร้าว แต่
ทุเรียนโลละ 120 มะพร้าวลูกละ 50
เฮี้ย
และด้วยความที่ไม่มีอะไรเลย
เลยมุ่งหน้าลงสู่พัทยาดีกว่า
ห้องพักถูกกว่า ดีกว่า
มะพร้าวนำเข้าจากสมุย ลูกละ 20 บาท
มันหมายความว่าอย่างไร
นี่เป็นช่วงที่มีความสุขกึ่งทรมาน
มีความสุขกับการพักผ่อน
แต่มีความทุกข์กับการรอคอย
แล้วสองอย่างนี้ชอบมาพร้อมๆกันให้เราไม่อะไรคิดตลอดเวลา
ไม่เว้นแม้แต่ความฝัน
ช่วงนี้ฝันอะไรผจญภัยดีมาก
แต่เหนื่อยมากๆเมื่อต้องฝันจนขนาดต้องตื่นขึ้นมาเป็นอย่างนี้ทุกคืน
ไม่ได้เห็นหน้าพี่เจฟเลย
แต่ได้ยินเสียงมันก็ช่วยได้
เราเป็นมากไปรึปล่าว
มันเกิดอะไรขึ้นกับเรากันนะ
เราควรปรับปรุงทัศนคติเราให้มันไม่sensitve มากเกินไปมั๊ย
ถ้าอย่างงั้นความคิดสร้างสรรค์เราจะลดไปด้วยรึปล่าว
เป็นอะไรที่ไม่เหมือนใครก็แย่ตรงนี้ละ
แต่มันดีตรงที่ตรอกย้ำความเป็นเรา ตัวเราและของเราดี
เพราะฉะนั้นต่อจากนี้
จะเป็นตัวของตัวเอง
พูดเป็นครั้งที่ล้านแล้วมั้ง
เป็นรึยังว่ะ
จบ

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551

อาการมือเย็น หวิวท้อง เหงื่ออกมือ ขาสั่น เกิดขึ้นเมื่อ

หลังกินกาแฟประมาณ5-10นาที
ปวดขี้(แบบว่าต้องท้องเสียด้วยนะ)
ลืมทำการบ้าน(ตอนประถม)
เล่นซ่อนแอบ
อยู่ในที่แคบเช่นลิฟท์
ยืนรออะไรสักอย่างในที่มืดตอนกลางคืน
มีคนทำดีด้วยมากๆ
เดินคนเดียวแล้วมีคนเดินตามในที่มืด
เวลาอยู่ที่เงียบๆเตรียมสัมภาษณ์
นั่งรอทำฟัน
และ
ทุกครั้งที่แฟนบอกว่าจะไปอเมริกาสามเดือน
(อันนี้จะเกิดแค่ช่วงก่อน 8 มีนา 51 เท่านั้น)
เฮ้อ ช่วงนี้รู้สึกคิดถึงพี่เจฟขึ้นมามากๆ
จนกลัวว่าที่คิดถึงมากๆจะทำให้พี่เจฟอึดอัด
แต่มันห่วง หวง คนที่เรารักนี่
ทำไงได้ละ รักจริงๆ จังๆ
แต่จะพยายามให้เหมาะสมไม่มากจนทำให้ตัวเองอึดอัดนะ
เข้าใจเค้านะครับพี่เจฟ
สำหรับเค้าพี่เจฟคือที่สุดของเค้าเลยนะ
เมื่อกี้พึ่งวางสายจากพี่เจฟก็รู้สึกสดชื่นที
เรามาเติมเต็มให้กันทุกวันๆนะครับจนกว่าจะถึงวันที่พี่เจฟ
กลับมา...
Je t'aime beaucoup beaucoup.

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551

ฝึกงานครั้งแรกในชีวิต

วันนี้เป็นวันแรกที่ฝึกงาน
พยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ให้พร้อม เพื่อที่วันนี้จะเริ่มต้นได้ดี
และมันก็ไม่ดี
คิดว่าออกจากบ้าน แปดครึ่งจะทันนะ
ถึงที่อ่อนนุชเก้าโมงครึ่ง
แล้วยังต้องรถไฟฟ้าไปเอกมัย ขึ้นมอเตอร์ไซด์ต่อไปอิมเมจ
เหนื่อยมากๆ ท้ายสุดถึง 9.55
หอบแฮกจนหายหอบถึง10.40
พึ่งมีคนฝ่ายเรามา หนึ่งคน
ขอบคุณมากครับ
แล้กว่าจะมาครบ สิบเอ็ดโมงกว่าๆ
แต่เข้าใจว่าตำแหน่งหน้าที่มันคงต่างกัน เค้ามีสิทธิ์ เพราะเค้าทำงาน
แต่เราช่วยงานเราต้องเตรียมพร้อมก่อน
วันนี้เริ่มด้วยการไปถ่ายเฟอร์นิเจอร์ที่สยามพารากอน
อุปสรรคเกิดตรงที่แคบโคตรๆ และวิธีคือการขึงฉากและใช้เลนส์เทเลเข้ามา
เลยแก้ปัญหาไปได้อย่างง่ายได้
แต่สายซิงค์มีปัญหาทั้งที่ตอนก่อนเอาออกมาเราจะเช็คแล้วนะ
แต่คนฝึกงานอีกคนบอกว่ามันใช้ได้แน่ๆ
ชั้นว่าชั้นรู้นะว่ามันไม่แน่นอนของพวกนี้
ประสบการณ์เรามีอยู่
แต่เอาเถอะ
ก็กดแฟลชให้ทันกล้อง เปิดชัตเตอร์สปีดช้า ทุกอย่างก็ไปได้
จัดไฟสองดวง
แล้วก็กลับมาอิมเมจไปกินเครบกัน
ไม่อยากกินเลย มันหลุดจากแผนลดความอ้วน
แล้วขากลับ
กระโดดขึ้นฟุตบาท แว่นหลุด กระแทกเป็นรอยขึ้น ด้านปัด
ความรู้สึกแย่ลงทันที ถึงแม้จะรู้ว่ามันมองไม่เห็นเมื่อใส่
แต่เราหงุดหงิดมาก
จนอารมณ์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
โกรธตัวเอง
ไปกินก็อ้วนแล้วยังทำของมีตำหนิ
หงุดหงิดมาก
แล้วพี่ปอก็เตือนสติว่า
"ถ้าทำทุกอย่างให้มันเพียบพร้อม แต่ทำให้พร้อมจะรับความสุขไม่ได้
มีแต่จะทุกข์กับชีวิตปล่าวๆ ของต้องใช้ต้องมีตำหนิมันถึงจะบอกความเป็นเรา
ถ้าเราไม่มองอะไรให้มันPositive เราจะพลาดความสุขที่เราควรจะได้รับ"
คือนี้ละคือคำที่ทำให้ฉุดชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
และมันบ้าอีกครั้งเมื่อรีบไปหาสามีที่มาบุญครอง
นัดไว้ 7.30 แต่เสือกไปซะ 7.40 ทำให้หงุดหงิด
แล้วมาหน้าส้นตีนใส่ หรืออาจจะเพราะวันนี้เหนื่อย
แล้วเราจะเอาแต่คุยทางไมค์อย่างเดียว โดยที่พี่เจฟพิมพ์มาก็ยังรู้สึกติดๆ
ก็เพราะยังไม่มีความสุขกับสิ่งที่มี
แต่จะหาทุกอย่างมาเสริมตลอด
แบบนี้นี่เองจะทำให้บ้า
นึกแล้วเสียใจ ไม่น่ามาทำหน้าตาอย่างนี้ใส่คนที่เรารัก
เค้าจะทำงาน เค้าต้องการอะไรดีๆ
ตื่นมาเช้าก็ลำบากพอแล้ว เราควรให้อะไรเค้าบ้าง
ขอโทษนะที่รัก เค้ารักตัวเองจริงๆ อย่าโกรธเค้านะ
เค้าจะพยายาม รับความสุขที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่พยายามอะไรๆจนมากเกินไป
เรามามีความสุขกันนะครับ
รักพี่เจฟมากครับ

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551

เชงเม้ง เม้งแตก ขี้แตก

ครั้งนี้จะรวบของเมื่อวานเข้าไว้ด้วยกัน
เหตุเกิดจากความร้อนและปนะเพณีที่พยายาม
ให้คนในครอบครัวใหญ่ได้มารวมตัวกัน
ที่ชลบุรีเพื่อไหว้บรรพบุรุษที่ทำให้พวกเราได้เกิดมาจนถึงทุกวันนี้
ณ สุสานเก็กเอี้ย
มาถึงในเวลาที่ความร้อนเริ่มประทานลงมาแล้ว
เป็นการพบหน้าอีกครั้งหนึ่ง
แต่ขาด
เจ๊คิ้ม กี เติ้ล เจ๊อิม
เหงามาก
สังเกตได้ว่าปีนี้อาหารทำได้น้อยมาก
และดูรีบๆทำ
คนอื่นอาจจะเห็นว่าปีนี้ไม่อะไรมาก หรือ ไม่ก็มองมะมี๊ไม่ทำ
แต่ถ้าเป้นตัวเราจะรู้ดีว่า
ไม่ใช่มะมี๊ที่ไม่ทำ
แต่เป็นเพราะคนอื่นไม่ช่วยมะมี๊ทำต่างหาก
คนเราอายุล่วงเลยไป มันต้องล้าขึ้นเหนื่อยขึ้น
แล้วต้องเจอกับเรื่องบ้าบอ
ได้ขนาดนี้ถือว่าเก่งแล้ว
ไปโรงเจกินข้าวต้มกับอาหารต่างๆนาๆ
เป็ด ไก่ ถั่วผัด เกี่ยมฉ่าย
เหงาๆ คิดถึงพี่เจฟ จะว่าไปวันนี้ก็ได้คุย
นั่งคุยที่สุสานชาวบ้านไม่รู้เค้าจะลุกขึ้นมาว่ารึปล่าว
อากาศก็ร้อนๆๆๆๆๆๆ
พาลให้อารมณ์เสีย
ปะป๊าตัดสินใจหลังจากออกจากที่นี่เราจะมุ่งหน้าไปสู่บางแสน
เพื่อการพักผ่อน
ถึงบางแสน มองหาที่นั่ง ชายทะเลแต่พอโดนลมร้อนจากทะเลซัดเข้าที่หน้า
อยากกลับมากแต่ไม่อยากทำเสียมู๊ด
มานั่งปุ๊ปหลับกันไปสอง ปะป๊า เต้ เลยนั่งสั่งส้มตำ
ยำปลาดุกฟู และ หอยแมลงภู่อบมานั่งกิน
ยำปลาดุกฟูเหมือนส้มตำแล้วแค่ใส่เศษปลาดุกฟูลงไป
มีผักบุ้งด้วย โอ้ พระเจ้าอะไรกัน
นั่งซัดจนหมด
แล้วผล็อยหลับไป
ตื่นมาบ่ายสาม
ในใจเริ่มรู้สึกอาจจะกลับช้ากว่าสองทุ่มแน่นอน
เลยทำตัวเสียงดังสั่งนู้นนี่มานั่งเพื่อปลุกชาวบ้านขึ้นมากิน เล็กน้อย
สั่งเหมือนเดิม
และกินหมดเองคนเดียวเหมือนเดิม
ตายห่า ท้องแน่นเลย
สักพักเราเสนอไอเดียจะไปนั่งกินข้าวที่เขาสามมุก
ในเวลาห้าโมง
ก็ไปกินกัน และเสร็จทั้งหมด 6 โมง
เริ่มโวยวายแล้วว่าจะถึงบ้านทันรึปล่าว สองชม.เอง
เริ่มเป็นป้าแก่ บ่นๆๆๆๆๆตลอดทาง
แล้วโจทยือีกหนึ่งข้อคือ น้ำมันตอนนี้อยู่ที่ขีด E นั้นคือจะหมดโคตรๆ
และโจทย์ข้อสองคือปะป๊าจงรักภักดีกับบางจากมาก
และก้โดนบางจากหักหลังด้วยการที่ไบโอดีเซลหมดสามปั๊มติดกัน
เฮ้อ
เหลือเวลาอีก ครึ่ง ชม. ขณะนี้ถึงบางประกง พอข้ามสะพาน
กลั้นหายใจแล้วอธิษฐานให้ถึงบ้านทัน
และกลั้นหายใจได้สำเร็จด้วยนะ
มันต้องสมหวังสิ
แล้วรถก็ขับไปข้างหน้าเรื่อยๆ มีป้ายติดที่สะพานข้างหน้าว่า
"สะพานบางประกง"
เฮี้ย กูกลั้นหายใจผิดสะพาน
แล้วอีเต้เสือกเหยียบมิด
กลั้นไม่ทัน
ทีนี่สติแตกเลยนั่งวีนๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
จนคนในรถแกล้งหลับ
ทำเป็นไม่ได้ยิน
แวะเติมน้ำมันตอน 7.50 เติมเสร็จอีพนักงานทำตัวช้ามาก เดินไปรูดการ์ด
กว่าจะกลับมาอีก
สรุปออกจากปั๊มที่ 8.00 ซอยในบ้านชั้นเวลาอย่างน้อย 10 นาที
เฮี้ยเอ้ย
สุดท้ายถึง 8.10 เลทไปสิบ
ได้คุยปุ๊ป ชื่นใจจจจจจ
หายโกรธ
แต่คนในบ้านเข้าใจว่ายังไม่หายบ้า เจอเราตรงไหน วิ่งหนีหมด
ช่างเถอะ
วันนี้นั่งคุยกับชพ สนุกสนาน
และก็หลับแบบเหนื่อยเพลียกับพลังน้ำลายที่วันนี้พ่นใส่ทุกคนไป
พร้อมตื่นมากับเช้าวันใหม่ที่ทรมานมาก
ปวดท้องเฮี้ยๆ โอ้ยมันต้องมาจาก
อาหารเมื่อวานแน่ๆ
ยังดีตรงที่ นั่งห้องน้ำแล้วออก ไม่เหมือนครั้งที่แล้วที่
เป็นลมคาห้องน้ำไป
แล้วความซวยเข้าครอบงำเมื่อกุญแจรถ
อยู่ในรถปะป๊า จากตอนแรกที่อยากออกบ้านไปซื้อนู้นนี่
สมัครเรียนฝรั่งเศส กลายเป็น
รอไปเถอะถึงบ่ายสาม ไม่รู้ว่าจะมาได้เมื่อไหร่
โทรไปยังนั่งกินเอ็มเคกับเซล
เซ็งจัง แผนเสีย แต่ก็เข้ากับสถานการณ์ที่ไม่สามารถขยับตัวได้เช่นนี้
แต่มันเสียเวลามาก
เพราะต้องเอารถไปล้างอ๊วกปะป๊าอีกอ่ะ
หรือจะทนก็ไม่รู้ ไม่อยากทนแต่เวลาก็เป็นเงินเป็นทองอ่ะ
เซ็งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551

หลังจากการแปรปรวน

บางอย่าง
เราต้องมองในแง่ดีไว้
อย่าให้อะไรมาสร้างแง่ลบให้กับเรา
วันนี้เริ่มต้นวันด้วยการไปมหาลัยเก้อ
อีกแล้ว
จะไปรับหนังสือฝึกงาน
ห้องภาคหัวเราะคิกคักแล้วตอบว่า
"น่าสงสารจังเลยมาเก้อ อาจารย์ยังไม่เซ็นนะ มาเอาอีกทีวันศุกร์ไม่ก็จันทร์"
อีเห็ดสด
มันน่าขำมากใช่มะ
เสียน้ำมัน ตื่นแต่เช้า มานั่งฟังขำอย่างนี้น่ะเหรอ
แต่ถ้าคิดใง่ดี
อ๋อไม่เป็นไรหรอก เรารถก็สนุกดี ได้เห็นทิวทัศน์ก่อสร้างถนน
ฝุ่นตลบอบอวลดูแลได้แรงบันดาลใจ
มาฟังเสียงหัวเราะคิกคักเยาะเย้ยของพวกผีเปรตแล้ว
รู้สึกว่าสงบดี
.
.
.
บ้าแล้วจริงๆหว่ะ
วันนี้ก็มาฟิตเนสเป็นวันที่ 4 แล้วแบบติดกัน
ทาโน่จะลดน้ำหนักได้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่เป็นปริศนามากๆ
ว่ากันว่าถ้าน้ำหนักลดแล้ว อารมณ์จะน่ากลัวมาก
อันนี้จริง
แล้วถ้าน้ำหนักเยอะ
ก็จะอ้วนมากๆ
อันนี้ก็จริงอีก
เอาว่ะผอมๆมีลอนๆสักนิดก็จะดีไว้เป็นของขวัญแฟนตอนกลับมา
ตอนนี้ไมค์ใช้ได้แล้วดีใจมาก น้ำตาจะไหล
.
.
.
ผ่านเรื่องราวนั้นไปได้ เค้าก็ตอบกลับมาในแง่เข้าใจและขอโทษในความรุนแรงเกิน
ของคำพูด
แล้วพร้อมจะรับน้ำใจของเรา
ก็ถ้าต้องการอะไรก็บอกแล้วกัน
เพราะเราติดต่อเธอไปแล้วเธอไม่ตอบกลับ
ต่อจากนี้เธอติดต่อมาแล้วกันนะ
ไม่งั้นก็ไม่รู้จะช่วยอะไร
จบ
.
.
.
บางทีน้ำตาที่ไหลๆออกมาก็ดีนะ
เหมือนมันกั้นมานาน
ปีนึงออกครั้งนึงก็ดี
รู้สึกโล่งตา
คุยกับพี่เจฟวันนี้แล้ว
รู้สึกโล่งขึ้นเยอะ
มันจริงตรงที่
ถ้าเห็นคนที่เรารักมองยังไงก็ไม่เบื่อ
วันนึงถ้าเอาความคิดถึงเค้ามาใส่รถบรรทุกคงได้ประมาณ 10 คัน
สามารถถมที่หลังโรงงานได้เลย
เชื่อมะ
จริงๆนะ

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551

Bad Day

ในรอบสองปีนี้
วันที่ 25 มีนาคม 2551 ถือเป็นอีกวันที่เลวร้ายที่สุด
รองลงมาจากตอนที่โนญาติรุมถล่มนินทา
เป็นวันแห่งความทรมาน อึดอัดและไม่สามารถพูดกับใครได้เลย
เรื่องมันเกิดจากอีกฝ่ายที่ไม่พยายามจะแก้ไข
เรารู้ว่าเราผิดและเราพยายามแสดงความรับผิดชอบตลอด
เราโทรไปมันไม่รับ กดสายทิ้งบ้างละ
โทรติดต่อหลายวันและหลายครั้งต่อวัน
เงียบสนิท
แล้วมาพิมพ์บอกว่าเราเป็นคนไม่เอาใจใส่
ของแค่นี้ดูแลไม่ได้ ผิดหวังมาก
และของที่เสียไปจะไม่ซ่อมไม่ทำใหม่เก็บมันไว้อย่างงี้ละ
ไว้ดูเป็นอนุสรณ์
ก็แล้วทำไมตอนอยากคุยด้วยเพื่อจะถามถึงปัญหาแค่นี้
ไม่มาคุยละ
กลัวเหรอก็ไม่น่าจะใช่
เป็นอะไรที่อยากให้คนมาง้อตลอดเวลารึปล่าว
มันน่ารำคาญนะ เพราะเธอไม่ใช่แฟนชั้น
แค่ประโยคหลายๆประโยคมารวมกันที่เธอส่งมานั้น
มันทำให้ชั้นซึมได้ทั้งวันเลยนะ
แล้วมานั่งสงสัยว่า
เอ..ชั้นว่าชั้นบอกแล้วนะว่ามีอะไรบอกได้เลย
ชั้นจะช่วยเต็มที่
เพราะชั้นผิดเรื่องนี้ชั้นรู้
สิ่งที่ผิดมันเป็นอุบัติเหตุด้วย ไม่ใช่ตั้งใจให้มันเกิด
แต่เธอเองไม่ใช่เหรอที่ไม่ตอบกลับมา
เธอเงียบแล้วสั่งสมความแค้นพร้อมพิมพ์มาบอก
แต่มันทำให้เราตกลงทันที
อยากระบาย อยากเล่าให้คนที่เรารักฟังบ้าง
แล้วบอกตรงๆว่า ไม่รู้เค้าฟังแล้วจะเข้าข้างเรารึปล่าว
เพราะอีกฝ่ายก็เพื่อนเค้า
เรามักโดนเค้าติเรื่องที่เราไม่ดีกับเพื่อนเค้าตลอด
อยากจะเล่าแต่ก็หวั่นใจว่าเค้าจะไม่เข้าข้างเรา
มันเลยยิ่งเครียดสะสมในใจอยากให้เค้ารู้ว่าไม่ว่าเค้าผิดถูกเราอยู่ฝั่งเค้าตลอดแน่ๆ
แล้วพอผ่านเราค่อยมาคุยกันว่าอะไรถูกไม่ถูก
วันนี้ถ้าไม่ได้พี่ต่ายช่วยปลอบ
คงแย่ไปแล้ว
ขอบคุณมากนะครับพี่ต่าย
ไม่งั้นตายแน่ๆ อึดอัดมาก พูดไปร้องไห้ไป
มันกดดันและเจ็บใจที่เราแสดงความช่วยเหลือแล้ว
แต่เหมือนโดนปัดมือแล้วด่าว่า ไม่ใส่ใจ ไม่รู้อะไรเลย
เล่นฟิตเนสเพราะหวังว่ามันจะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง
แต่ไม่เลย
รีบเล่นเพื่อไปคุยกับที่รัก
อยากคุยมาก เพราะมันไม่ไหวแล้ว ตอนแช่อ่างจากุซซี่
นั่งร้องไห้ซะงั้น จนฝรั่งเค้าถามว่าเป็นไรรึปล่าว
มารอที่หน้าคอมเร็วกว่าปกติ
ต้องการเค้ามาก
แต่เค้าไม่อยู่ ไม่มา
สิ่งหนึ่งที่เจ็บพอๆกันคือการรอคอย
ชีวิตเราทำไมเป็นอย่างนี้ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหน
พี่ ลูก เพื่อน แฟน
ต้องรออีกฝ่ายหนึ่งตลอดเวลา
การรอมันทรมาน มันเหมือนกับทำงานครึ่งหนึ่งกับพักผ่อนครึ่งหนึง
เหมือนสบายแต่เหนื่อย
แล้วมาผสมกับเรื่องนี้
ไม่เกรงใจใครแล้ว ตั้งแต่สนามกีฬาถึงอ่อนนุช
ร้องไห้ตลอด
น้ำตาไหลได้เอง
ไม่ต้องขั้นเหมือนเวลาแสดงละคร มันคือความรู้สึกจริง
สุดท้ายก็ได้รู้ว่าคนที่เรารักทำอะไรผิดพลาดไปนิดหน่อย
การโทรของเค้าอาจดูเป็นเครื่องหมายบอกว่าเค้ายังใส่ใจเราอยู่
ค่าโทรก็แพง
แต่จิตใจมันแตกละเอียดก่อนแล้วน่ะสิ
ได้แต่เตือนตัวเองว่าพอแล้วอย่าคุยนานเดี๋ยวอีกฝ่ายจะเสียตังค์เยอะ
มันเศร้ามันแย่ที่สุด
นี่คือวันที่แย่ที่สุดจริงๆ ขอให้มันแย่แค่นี้ในปีนี้เถอะนะ
ไม่อย่างงั้นตายแน่ๆ
พิมพ์แล้วอยากร้องไห้

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551

I got a new sun glass!!

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้แว่นตากันแดดมา
เป็นของดีซะด้วย
ต้องขอขอบคุณคุณพ่อที่กรุณาเห็นใจ
ในตาที่จะพร้าเพราะแสงแดดเวลาขับรถ
แว่นดีๆครั้งแรก
Gucci
ช่วงเช้าก็กลิ้งเกลือกไปมาตามประสาของคนขี้เกียจมากๆ
เหมือนมีอะไรต้องทำ แต่ขอหยุดไว้ก่อน
และก็เป็นอีกวันที่เห็นความไม่ลงรอยกันของพ่อแม่
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องขนาดนี้
ความจริงถ้ามะม๊ายอมป๊าหน่อยก็ดี
คิดเองมันก็ทุกข์เอง
นี่คือสัจธรรม
จำให้ดีนะน้องตั๋ง
ตอนเที่ยงก็เลยไปกินข้าวกับปะป๊าแทน
เพราะมะม๊าหนีไปสระบุรี
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ได้กินขึ้นหิ้ง
กินที่โรงแรมดุสิตธานี
อร่อยมาก
ปะป๊าบอกว่าถ้ามันแพงจริงๆอย่างที่คนทั่วไปคิด
แล้วทำไมมันเต็มตลอด ซึ่งก็จริงอย่างปะป๊าพูด
ป๊าบอกว่า เราทำงานหนัก
วันอาทิตย์สักวันทำไมเราจะให้ตัวเองไม่ได้
เราว่ามันจริง
แต่บางครั้งอาจจะให้มากเกินไป
ก็ต้องระวังบ้าง
ในความคิดเรานะ
ได้แว่นทำทุกอย่างเสร็จกลับโรงงาน
วันนี้ตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงตอนเย็นที่อยู่กับปะป๊า
ป๊าพูดเรื่องม๊าตลอด
เราคิดว่าถ้าคนมันไม่เก็บกดจริงคงพูดออกมาขนาดนี้ไม่ได้
แค่ฟังก็รู้แล้วว่ามันเป็นคำพูดของคนบริสุทธิ์ใจ
ป๊าเล่าได้เหมือนเดิมกับทุกครั้งที่เล่า
และเราฟังเรื่องอย่างนี้มาตั้งแต่อายุ11
เก่งมั๊ยละเด็กอายุแค่นี้แต่แบกรับ
ความรู้สึกของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้แล้ว
ไปเล่นฟิตเนสให้สบายใจ
เวลาเล่นทีไรแล้วรู้สึกลืมทุกอย่างได้
มันเจอความเหนื่อยเยอะ
ยิ่งตอนได้แช่อ่างน้ำแล้วมองขึ้นฟ้า
มันเป็นความรู้สึกดีที่บอกไม่ถูก
กลับมาด้วยร่างกายที่เหนื่อยล้า
ต้องทำเวลากลับไม่เกินสี่ทุ่ม
เพราะมีนัดกับสามีแล้ว
อยากคุยกับสามีจับใจ
ไม่ได้คุยกันมาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วนี่
มันเก็บกด
พอเก็บมากๆ
เจอหน้ากันในเน็ตเลยยิ้มไม่ค่อยออก
เราคงต้องเปลี่ยนทัศนคติของเราให้มากกว่านี้
ทำตัวสบาย ธรรมชาติ
เพื่อให้พี่เจฟได้ให้ความรู้สึกเราแบบธรรมชาติ
ไม่รุนแรง ไม่คาดคั้นจนเกินไป
บางทีเรารู้สึกว่าเราพูดว่า รัก กับ คิดถึงสิ้นเปลืองมาก
แต่ทุกครั้งที่พิมพ์มันเป็นความรู้สึกนั้นจริงๆแล้วไม่อยากมานั่งเก็บไว้
เหมือนพวกดาราหนังไทยน้ำเน่า
หวังว่าเค้าคงรู้สึกดีกับพฤติกรรมที่ดูไม่น้ำเน่าของเรา
คิดถึง และรักมากนะครับ

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2551

BFW

วันนี้ได้ไปดูBangkok Fashion Week
เป็นโชว์ของ 27 Nov
งานยังดูสะดุดบ้างเล็กน้อย
น่าจะเทรนแบบในการเดินให้มากกว่านี้
น้องบางคนดูตื่นสนามขนาดเดินแข็งมาก
แต่บางคนขอชมเลยว่าน้องเดินได้สง่า สนุกมาก
ช่วยให้เสื้อผ้าสวยทวีคุณไปอีก
วันนี้ที่รักเทรนงานวันแรก
คงหนักเอาการอยู่ป่านนี้เค้าคงทำงานอยู่
สู้เค้านะครับ
งานแฟชั่นวีคครั้งนี้ได้นั่งวีไอพีดูดีมากมาย
แต่สังเกตว่า
งานนี้เป็นงานที่รวมกระเทย(ยักษ์บ้างอะไรบ้าง)
ทั้งโลกมาไว้ด้วยกัน
ถ้าพวกเกลียดกระเทยเอาระเบิดมาวางในฮอล
กระเทยจะหายไปจากประเทศไทยทันทีครึ่งนึง
อีกครั้งเป็นพวกแอบที่ไม่ยอมรับก็จะรอดตัวไป
ไปดูกับพี่แต๊บ พี่แทตไปไม่ได้
งานนี้น่าจะใช้คอนเซ็ป High School
เห็นงานพวกนี้แล้วคันมืออยากตัดชุด
ท่าทางจะเริ่มเข้าใกล้ตัวตนมากขึ้นแล้ว
อยากตัดชุดเอง ถ่ายเอง
ก่อนเข้าฮอลไปเที่ยวกับนัดชาด
ไปดูเรื่อง my blurberry night
เรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางไกลของผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่มีผุ้ชายที่หลงรัก รอคอยการกลับมาของผู้หญิงคนนั้น
คุ้นๆเนอะเนื้อเรื่องนี้
มันตัวเราเองเห็นๆ
แต่ท้ายที่สุดก็เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นกลับมาและได้รักกัน
ของเราจะเป็นแบบนั้นมั๊ยน้า
เวลาเท่านั้นที่จะตอบเรา
นัดชาดช่วยได้มากเลยวันนี้ไม่งั้นคงเป็นอีกวันที่เหงาๆ ทึมๆ
กลับมาบ้านสองทุ่ม
เจอพี่เจฟพอดี
ข่าวดีคือพี่เจฟได้งานแล้ว
ดีใจด้วยนะครับบ
ในที่สุดความพยายามของพี่เจฟก็สำเร็จผลสักที
ต่อจากนี้คือความพยายามทำงานให้สำเร็จนะครับ
สู้เค้า พี่เจฟที่รักของตั๋ง
เวลาคุยเราอาจจะลดน้อยลงแต่รักเราไม่ลดลงใช่มั๊ยครับ
ใช่มั๊ยครับ
ใช่มั๊ยครับ
ที่รักของตั๋ง

YesterDay

วางแผนทุกอย่างไว้อย่างดิบดี
ไปโรงงาน ไปฟิตเนส ไปรับรูป ล้างเลนส์
ทุกอย่างถล่มทลายเพราะ
ต้องไปมหาลัยไปช่วยอ้นเก็บฉากที่เซ็ทกันไว้
และมันน่ารำคาญมากที่มาตั้งแต่สิบเอ็ดโมงแต่ต้องรอถึงบ่ายสอง
โดนที่อ้นมาสายหนึ่งชม.
แล้วยังต้องรอปั้น
ซึ่งมาสายอีก2 ชม.
แล้วเราเป็นหัวหลักหัวตออะไรมารอตั้งสาม ชม.
ไม่ได้ทำอะไรอย่างที่คิดแล้วยังต้องมาเจอคำพูดที่
แย่อีก มาสายแล้วยังมาขอกินข้าว
ทุกอย่างระเบิด จบ
เดินขึ้นรถมาทำที่ตัวเองอยากทำดีกว่า
น่ารำคาญมาก
เกลียดการรอ
ถ้าไม่ทำก็คือไม่ทำเลย เพราะไม่ต้องมานั่งกังวล
แต่รอคือกึ่งไม่ทำกับกึ่งคิดจะทำ
มันน่าหงุดหงิด
วันนี้เลยขาดไปอย่างเดียวคือไม่ได้ไปโรงงาน
ทำให้ชวดการกินบุฟเฟต์ที่โรงแรมกับปะป๊า
แล้วยังถึงเมืองตอนสี่โมง
เสียเวลา เสียน้ำมันแล้วไม่ได้อะไร
ช่างเถอะ
วันนี้อากาศร้อนมาก อบอ้าวเป็นที่สุดเดินออกจากรถไฟฟ้าเหงื่ออก
เดินไม่ถึงหนึ่งเมตรเหงื่อชุ่ม
เดินไปเรื่อยๆก็น้ำตกเลย
วันนี้ได้มาเล่นฟิตเนสในรอบสองอาทิตย์รู้สึกแรงถอยไปพอสมควรปกติจะสู้กว่านี้
แต่ก็เล่นทุกอย่างได้ครบ
ได้ว่ายน้ำ
ทุกอย่างขณะทำก็มองนาฬิกาไป
เอ...พี่เจฟบอกว่าจะออนไม่เกินสองทุ่ม
ใกล้แล้วนา
เลยรีบไปอาบน้ำเสร็จแล้วจะมาขอเล่นเน็ตที่ฟิตเนส
ชม.50
พ่อมึงตาย แพงมาก
เลยตัดสินใจไปมาบุญครอง
กระหายอยากเห็นหน้าพี่เจฟมาก
ไม่ได้เห็นคงนอนไม่สนิทคืนนี้
ปรากฏมาได้กับร้านคอมชั้นเจ็ด
ยังไม่ทันบอกเค้าว่าจะใช้คอม
วิ่งไปนั่งที่ว่างเลย
แล้วเปิด
เจ้าของร้านงงๆแต่ก็ไม่ว่าอะไร
รีบเปิด นั่งภาวนาขอให้พี่เจฟยังออนอยู่
ไชโย
แล้วไม่เพียงโชคดีเท่านี้
ไมค์ก็ใช้ได้ เว็ปแคมก็ใช้ได้
เยี่ยมมากครับ ครึ่งชมที่นี่ 15 บาท
อีฟิตเนสจะขูดเลือดกันไปไหน
นั่งคุยได้อย่างมีอรรถรส
มีความสุขจังเลย
การที่ได้เห็นคนที่เรารักได้ยินเสียงของเค้า
ได้พูดคุยกันแม้จะอยู่ห่างไกลกัน
มันวิเศษมาก
ตอนนี้ก็เหลือแค่รออีกสักนิด อดใจสักหน่อย
รอคนที่เรารักกลับมาสู่อ้อมกอด
แล้วกอดซะให้หนำใจ
สำหรับวันนี้ลาไปก่อน
รักพี่เจฟมากครับ
สวัสดี

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2551

C'est fini,le lecon de francais.

และในที่สุด
คอร์สฝรั่งเศสก็จบลงอย่างสวยงาน
ด้วยเวลาการทำข้อสอบเพียง 30 นาที
เหมือนจะไม่รู้เรื่องแต่มั่นใจมาก
เต็มแน่ๆงานนี้
อ่านverb ทั้งสิ้น 10 ตัวทั้งวิธีการผัน
ไม่มีออกซักตัว ขอบคุณครับ
สอบเสร็จนังฟิลิปปินส์มาถามเรื่องการล้างขาวดำ
ก็ตอบไปพองาม
แล้วก็ต้องเดินกลับไปเอาตังค์ที่สยามจากไอแบงค์
ที่ติดค่าของที่เช่ามาทำฉาก
ขึ้นรถไฟฟ้ามา
ไม่คิดว่าวันนี้จะเจออะไรแบบนี้
เข้าใจความรู้สึกของคนยิวที่โดนลมควันนาซีละ
แต่ว่าครั้งนี้เป็นฝรั่งผิวขาวโกนหัว
ไม่มีที่นั่งเลยต้องยืน แต่เสือกยกแขนสองข้างขึ้นน
เฮี้ย
เหม็นมากกกไม่คิดว่าจะเจอเหม็นอย่างงี้
คิดว่าญาติเราคนนึงเหม็นสุดแล้วนะ
แต่นี่เหม็นกว่าสิบเท่า
เห็นได้ชัดว่า
ผู้หญิงสองสามคนที่ยืนรอบฝรั่งตนนั้น
ก้มหน้า
หมดเลยย
น่าสงสารมาก
พอถึงอโศกแล้วฝรั่งตนนั้นเดินออกไป
ผู้หญิงพวกนั้นพร้อมใจกันสะบัดหัวขึ้นแล้วรีบเอาอากาศเข้าทันที
ดีไม่ถึงอ่อนนุช
ไม่งั้นตายห่าทั้งโบกี้
วันนี้ตอนอยู่ที่โรงงาน
นั่งนึกถึงพี่เจฟ
ตลอดเลย อยากให้มาอยู่ข้างๆ
ตอนนี้ใจพี่เจฟอยู่ในใจตั๋งตลอดเลยนะ
รู้สึกได้ตลอดเวลาเลยครับบ
อยู่กับปะป๊าก็ดี ปะป๊าสอนเรื่องงาน
เรื่องนิสัยที่ห้ามคิดมาก ห้ามวิตก ห้ามคิดแคบ
แต่ก็ยังไม่วายได้ยินเรื่องม๊าจากปากปะป๊าอยู่
ไม่สบายใจแต่ก็ป๊าพึ่งว่าห้ามคิดมาก
งานนี้เลยได้เอามาใช้ทันทีเลย
กลับมาบ้านก็รีบกินข้าว
สังเกตว่ามะม๊าพยายามคุยมากขึ้น
แต่ก็เห็นประชดป๊าบ้างเมื่อมีโอกาส
ป๊าก็ประชดกลับทันทีเหมือนโต้วาที
เฮ้อ
ช่างเถอะ
เราอยู่ส่วนของเราดีกว่า
ไม่คิดมากแล้ว
มองในแง่ดีเราก็เห็นสิ่งไม่ดีที่เค้าทำกัน
เพื่อที่เราจะไม่เอามาใช้กับคนที่เรารักและรักตลอดไป
รักเสมอครับที่รัก
ตั๋ง

วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2551

สนามบิน ถ่ายหนัง เทค เทค เทค เทค

วันนี้ไปส่งกี คิ้ม
ไปอเมริกา
ประเทศที่มีคนไทยไปสิงช่วงมีนา เมษาเยอะกว่าชาติใดในโลก
เหตุผลคือ เงินและของ(ที่เพื่อนมักจะฝากซื้อแล้วลืมให้ตังค์)
ไปส่งครั้งนี้เห็นอะไรบางอย่างที่คล้ายๆกับตัวเอง
คือแฟนเจ๊คิ้มหน้าเศร้ามาที่เจ๊คิ้มไป
เห็นตัวเองทันที
ต่างกันตรงที่
เค้าแสดงความรักมากไม่ได้เพราะ
ญาติเรามากันโคตรเยอะ
เพื่อนก็โคตรเยอะ
จะมานั่งขยี้ปากกอดรัดแบบตอนเรา คงดูไม่ดีเท่าที่ควร
ไปนั่งกินข้าวกับเจ๊อิมและพี่ชิน
ร้านที่เรามานั่งกับพี่เจฟก่อนพี่เจฟขึ้นเครื่องสายการบินที่แอร์เหม็นเต่า
นั่งพูดเรื่องคนที่เรารักจนเจ๊อิมต้องพูดว่า
"อวสานรึยังค่ะ"
กินเสร็จต้องกลับบ้านไปเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน
วันนี้ช่วยปั้นกับอ้นแสดงหนังรอบสอง
เหนื่อยมาก
ร้อนมาก สถานที่ถ่ายเป็นบ้านหลังเล็ก
ถ่ายข้างบนซึ่งถ้าเอาขนมปังมาวางไว้สามารถกินขมปังอบได้เลย
นั่งไปถ้าทุกคนถิดเสื้อผ้าหมดแล้วใช้ผ้าขนหนูมาปิดส่วนนั้น
ก็จะดูเหมือนซาวน่าทันที
ถ่ายเสร็จ
ยกขบวนไปถ่ายที่ห้องแววต่อ
ห้องแววน่าอยู่มาก
เห็นแล้วอยากกลับมาอยู่หอ
และต้องเป็นหอนี้เท่านั้น
อยากชวนพี่เจฟมานั่งเล่นสนุกกัน
แต่ตอนนี้ฝันนั้นจะหยุดไป
เพราะตั๋งจะเก็บเงินเพื่อซื้อคอนโดอยู่กันสองคนมากกว่า
ฮิฮิฮิ ถ้าตั๋งทำได้นะครับ
ถ่ายเสร็จเอาเสื้อผ้าไปคืนป่าน
ป่านใบหน้าเบิกบานมารับเสื้อผ้า
หารู้ไม่ ว่ากางเกงตัวหนึ่งขาดแบบสามารถเปลี่ยนสีหน้าป่านให้กลายเป็น
ยักษ์ได้ทันที
รอฟังผลอยู่ครับ
กลับมาบ้านด้วยความรีบร้อน
ไม่ใช่อะไรหรอก อยากคุยกับที่รักมากกก
โคตรจะคิดถึงเลย
วันนี้ได้โทรคุยกับแม่เค้าเรื่องค่าใช้จ่ายและจิปาถะต่างๆ
พี่เจฟมีเรื่องกลับก่อนเข้ามาในหัวแล้ว
ฟังแล้วรู้สึกสองจิตสองใจ
คือกลับมาก่อนก็ดี แต่นั้นคือพี่เจฟไม่บรรลุเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้เป็นเวลานาน
ซึ่งเค้าก็อยากให้พี่เจฟบรรลุถึงจุดที่ต้องการ
เราจะมีความสุขที่เห็นคนที่เรารักประสบความมสำเร็จ
จริงๆครับ
เพราะฉะนั้นยังไงสู้ตายก่อนนะครับ
อย่างที่บอก
ตอนนี้สวดเต็มที่ครับขอให้พี่เจฟประสบความสำเร็จ
ตอนนี้ก็คุยกันอยู่แต่อยู่ในช่วงเบรค ไปทำอะไรของตัวเอง
จะอาบน้ำก่อนดีกว่า
เอาของสกปรกออกแล้วจะได้
บริสุทธิ์มาคุยกับพี่เจฟ
แม้ความจริงจะไม่เหลือความบริสุทธิ์แล้วก็ตาม
ฮิฮิฮิหุหุหุ

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2551

อารมณ์มันก็ดีนะ

วันนี้ส่งงานสุดท้าย
นั่งลุ้นแทบตายว่างานจะได้รับผลตอบรับยังไง
ปรากฏว่า ดีเกินคาด
ดีใจครับ
แล้วงานได้โชว์อีก
โอ๊ยดีใจมากกกก
เวลาอย่างนี้อยากเอาความดีใจมาแชร์กับพี่เจฟจัง
แบบกระโดดโลดเต้น
มีความสุขกัน
คิดถึงมากกก
วันนี้ไปถ่ายหนังให้อ้นและปั้น
วันนี้มาโปรมา 2 เทคผ่าน 2 เทคผ่าน
ไปเอาแรงจากไหนมาไม่ทราบได้
แต่อาจจะเพราะวันนี้มีเริ่มมาดี
ทุกอย่างเลยดี
ถ่ายเลทนิดหน่อยเลยคิดว่าจะถึงที่เรียนฝรั่งเศส
ช้าไปบ้าง
แต่ปรากฏว่า
กรุงเทพฯรถติดบ้าคลั่ง
คุณสมัครขอบคุณมากครับบ
ใช้เวลา1.15ชม.ถึง8.10
เลิก8.30
อาจารย์ถามว่า
ยูสปิริตแรงจังเลย
เราก็บอกว่า แน่นอน
เหมือนไม่ได้เรียน
จบเร็วมาก
กลับบ้านด้วยความเร็วสูงรีบกินข้าว
รีบขึ้นมาคุยกับที่รักกกก
คิดถึงตัวเองจัง
ดูรูปเธอแล้ว ชั้นอยากจะร้องไห้
คิดถึงแทบขาดใจเลย
แต่ยังไม่ขาดครับ
เพราะยังรักอยู่เสมออออ
จบเน่ามากแต่จริง

ภาพสะเทือนตา

เห็นคนแก่ขายลูกอมตรงสยาม
เห็นคนคุ้ยขยะ
เห็นอาจารย์ไม่สนใจงานของเรา
เห็นคนมองเราแล้วหันกลับไปคุยกัน
เห็นเพื่อนมองผลงานเราแล้วชักสีหน้า
เห็นคนหัวเราะใส่อย่างไม่มีสาเหตุ
เห็นร้านที่กำลังจะไปปิด เพราะเราไปช้า
เห็นร้านที่กำลังจะไปปิด เพราะมันอยากปิด
เห็นภาพสีน้ำของตัวเอง ถูกน้ำหกใส่
เห็นตัวเองอ้วน
เห็นพ่อกำลังนินทาแม่ให้เราฟัง แต่แม่อยู่ห่างจากตรงนั้นไม่ไกล
เห็นแฟนร้องไห้
เห็นเพื่อนร้องไห้
เห็นตัวเองร้องไห้
เห็นคนตายต่อหน้า
เฮ้อชีวิตมันมีอะไรให้สะเทือนเยอะจริง

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2551

No matter what they say

เฮ้อเมื่อวานช่างเป็นวันโชคร้ายดีจริงๆ
ตื่นมาแต่เช้า ไปอัดงานที่ไม่ใช่หน้าที่เราที่จะต้องทำ
เสร็จแล้วระหว่างทางกลับบ้าน
ทำน้ำแดงหกในรถอีก
ซวยมากๆ
มาถึงโรงงานด้วยความรีบเร่งเพราะวันนี้
ที่บ้านมีภาระให้ช่วย
มาถึงหุนหันพลันแล่นจะทำ
เดินทางไปกว่าครึ่ง ชม. ถึงรู้ว่าลืมเอาเอกสารมา
สรุป ทำใหม่วันจันทร์
เฮ้อ
ทั้งหมดนี่เป็นสิ่งที่อยากจะเล่าให้คนรักฟัง
แต่ดูเหมือนเมื่อวานเค้าสมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอาจจะด้วยเรื่อง
ผลการสอบอะไรต่างๆนาๆ
เล่าไม่ถึงครึ่งประโยคก็เปลี่ยนเรื่องเราซะแล้ว
แต่เราไม่คิดว่ามันเป็นปัญหานะ
คิดว่าเป็นสิ่งที่เราขี้น้อยใจไปรึปล่าวว
แต่บ่อยครั้งที่ไม่ว่าใครมีปัญหาอะไรมาเล่าให้เราฟัง
เราจะหยุดเรื่องที่เราทำเลย แล้วฟัง
เพราะสิ่งที่เราโดนมาแต่เด็กคือต้องเดินพูดสิ่งที่เราต้องการจะบอก
ให้ผู้ใหญ่ฟัง โดยท้ายที่สุดเค้าก็ไม่ได้สนใจ
เราเลยเคารพการพูดของคนอื่นมาก จะไร้สาระแค่ไหนเราก็จะมองหน้า พยักรับฟัง
แปลกเนอะ คนใกล้ตัวจะไม่ค่อยสนใจเรื่องราวคนใกล้ตัว
แต่พอเราอยู่อีกสังคมหนึ่ง
คำพูดเราดูศํกดิ์สิทธิ์มาก
นี่ละมั้งมันคือสังคมที่แตกต่างกัน
เรื่องบางเรื่องเล่าให้คนกลุ่มหนึ่งฟัง ดูน่าสนใจมาก
แต่ถ้าสำหรับอีกกลุ่มคนหนึ่ง
มันดูไร้สาระไม่น่าฟังข้ามๆไปได้เลย
ช่วงนี้อ่านหนังสือมากขึ้น
พูดน้อยมาก แต่คิดเยอะโคตร
สถานการณ์ทุกอย่างนำพาให้เป็นอย่างนั้น
พูดไปก็ไม่ค่อยจะมีใครเข้าใจ
ไม่รู้ที่พูด สาระสูงเกินไป หรือเราพูดไม่รู้เรื่อง
เลยตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเดียว ทำๆๆๆๆๆๆ
แต่ก็ไม่วายโดนติโน้นนี่
No Matter what they say
I'll do
For
Freedom
Beauty
True
&
Love
Au revoir

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2551

You're the first who I think of!

วันนี้มีเค้าจะยุ่งยากทุกอย่างตั้งแต่ลมฝนฟ้าละ
อากาศร้อนนนนจนแค่ปิดแอร์ปุ๊บเหงื่อตั้งท่าไหลเลย
เดินจากชั้นสาม
เดินแบบช้าๆ ไม่ให้เหนื่อยมาก
แต่ลงถึงชั้นหนึ่ง
เหงื่อไหลเหมือนเล่นฟิตเนส
กูจะบ้า
ขึ้นรถ มึนๆ ขับไปที่มหาลัย
วันนี้เป็นวันแรกที่ไม่มีตังค์ในกระเป๋าต้องรีบ ตื่นมาขอมะม๊า
ค่าน้ำมันเพราะมันจะหมดแล้ว
เติมเสร็จขับถึงรีบเตรียมฉากถ่ายงานFine art
เพื่อนบางคนก็ดีจริงๆ
ขอบคุณปั้น อ้น พี่ไอซ์ ออยลี่ แล็ป น้องดาว แล้วก็พี่นิว
ที่ช่วยให้งานนี้ออกมาสำเร็จ
แต่บางคน เบี้ยวไม่มา
ทำให้งานต้องชะงักแล้วหาคนมาแทน
อย่าให้ถึงทีชั้นบ้างนะ
เสร็จแล้วก็ไปดูฉากต่อ ยุ่งยากมากกก
อีอ้นก็ไปหัวเสียมาจากไหนไม่รู้
มากมาย เดี๋ยวงานไม่เดินนะมึง
ว่าแล้วก็แบ่งงานไปหาของ
ขับรถหลงจนน้ำมันลดไปขีด กว่าจะเจอก็แทบแย่แล้ว
กลับมาเห็นงานเริ่มคืบหน้าแล้วค่อยยังชั่ว
พรุ่งนี้ต้องทำงานอีกเยอะ
ไปเรียนฝรั่งเศส
จะยากกันไปไหน ย๊ากยาก
ขับรถกลับบ้าน รีบขับเพราะอยากรีบคุยกับพี่เจฟมากๆๆๆๆ
กลัวพี่เจฟจะออกไปข้างนอกแล้ว
กลับมารีบกินรีบขึ้นไปบนห้อง
โชคดีจังพี่เจฟยังอยู่ที่ห้อง
คุยกันไปกันมาพี่เจฟร้องไห้
เค้ายิ่งรู้สึกสะเทือนใจเลย เค้าไม่อยากร้อง ต้องยิ้มให้กำลังใจพี่เจฟไว้
อยากให้พี่เจฟรู้ว่าตั๋งมั่นคงในพี่เจฟมากกกก
ตั๋งจะเป็นกำลังใจให้พี่เจฟนะครับบ
อยากบินได้จัง เวลาพี่เจฟเศร้าจะได้บินไปหา
ไปปลอบ กอดจูบ ให้พี่เจฟหายเศร้าแล้วบินกลับมาเซ็ทฉากต่อ
ยิ่งพิมพ์ยิ่งน้ำตาจะไหล
ไม่ได้ๆ ไม่ยอมให้พี่เจฟมาหักคะแนนหรอก
ฮิฮิฮิ
เค้ารักตัวเองน้า

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2551

Quelle heure il est?

ตื่นแต่เช้ามาได้คุยและเห็นหน้าพี่เจฟครั้งแรก
ดีใจอย่างบอกไม่ถูก แต่หน้าตาพี่เจฟดูเหนื่อยเครียดๆ
อาจจะเพราะช่วงแรกที่เรื่องงานยังไม่เข้าที่
และก็ไม่ค่อยสบาย
เป็นห่วงนะครับพี่เจฟ
มีอะไรให้ช่วยบอกได้นะครับ
หลังจากเรื่องดีๆผ่านไป
ก็มีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวาย
เตรียมงานทุกอย่างเพื่อจะส่งงานใหญ่วันนี้
ใจนึงก็กังวลว่าคะแนนจะออกมาดีมั๊ย
อีกใจก็ปลงๆ
สรุปว่าออกมาดีเกินคาด ถึงแม้จะไม่ดีที่สุดก็ตามที
เอาเถอะได้แค่นี้ก็ถือว่าเยี่ยมแล้วสำหรับวิชาที่ไม่ถนัดขนาดนี้
ส่งเสร็จก็ไปอัดงานFashion ต่อ ตื่นเต้นมาก เพราะอย่างน้อยงานนี้ก็จะเสร็จอีกงานซักที
เสร็จแล้วก็เรียนฝรั่งเศส
เรียนก็อ่านเวลาแบบฝรั่งเศส
มันช่างซับซ้อนและเยอะแยะมากมาย มึนตึบเลยทันทีที่เรียนวันนี้
Brand หนึ่งขวดไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมาบ้างเลย
กลิ่นก็คาวเหมือนน้ำล้างปลาบู่
ทำไมนะงานเสร็จไปสองอย่างแล้ว ไม่รู้สึกว่ามันเบาขึ้นแม้แต่น้อย
ยังรู้สึกว่าทุกอย่างยังเยอะเหมือนเดิม
อาจจะเพราะตอนนี้ภาระที่บ้านก็เทใส่เข้ามาอย่างไม่ตั้งตัวแล้ว
เฮ้อ คิดถึงพี่เจฟจังเลย
วันนี้ถ้านับจำนวนคิดถึงแล้ว มากกว่าเรื่องงานข้างบนอีก
เพราะอะไรน่ะเหรอ
เพราะชอบคิดเรื่องที่มีความสุขน่ะสิ
เรื่องเครียดๆไม่ชอบคิด คิดไปก็ปวดหัว
มานั่งคิดถึงแฟนดีกว่าฮิฮิ
จริงมั๊ยครับ
พี่เจฟ

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551

Bon sejour a Americain!

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
นั่งนับมาตลอด ว่าถ้าถึงวันนี้จะรับมือกับมันอย่างไรดี
ช่วงเวลาที่ต้องจากลาคนที่รักที่สุด
กับ
คนที่สนิทที่สุด
เกิดขึ้นพร้อมกันในวันเดียว
ปั่นป่วนเป็นอย่างมาก
จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกหวิวๆ
ยังมองโทรศัพท์ตอนเช้า ตอนเที่ยง และตอนเย็น
วันนี้ขับไปจุฬาจอดตรงตัวยู เพราะเอาโทรศัพท์ไปซ่อม เอาฟิล์มไปล้าง
ขาออกมาหยุดรถตรงปากตัวยูเฉยเลย
กลับมาบ้าน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทร
มันยังไม่ชิน
สามเดือนที่จากกันครั้งนี้ดูยาวนานมาก
แต่จะไม่ยอมให้ตัวเองมาเป็นตัวถ่วงคนที่รักเด็ดขาด
"พี่เจฟครับ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ตั๋งสบายดี
ยังคิดถึงพี่เจฟตลอดเวลา และจะไม่งอแงให้ลำบากใจนะครับ"
รักพี่เจฟเสมอและเสมอต้นเสมอปลาย
รักจริงจัง

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2551

ลงตัว

โอ้ย
อะไรกันนักกันหนานะ
งานเยอะจริง
เคลียร์ตัวนึงไม่เสร็จอีกตัวก็จะมาแล้ว
ถ้าตีนใช้ถ่ายงานได้คงดี
คงจะได้ใช้อวัยวะทุกส่วนทำงานเลยทีนี้
ความรักช่วงนี้ดูลงตัวดีจัง
ดูเหมือนเข้าใจกันมากขึ้น
แต่อย่าพึ่งพูดอะไรมากดีกว่า
พูดอย่างงี้ทีไร ไม่นานก็มีเรื่องทันที
รู้สึกตัวเองมีความสุขในระดับนึงเลย
ทั้งงานที่มันเยอะ
แต่รู้สึกดี แค่เหนื่อยล้า
กับพี่เจฟที่รั๊กกก รักกก
ตอนนี้เหลือแต่เปิดตา มองโลกทัศน์มากๆ
จะได้มีอะไรมาใส่สมองทำงาน
ช่วงนี้ห่างจากนิตยสารแฟชั่นไปเยอะ
พอซื้อมาดูเล่มล่าสุดที
งงเลย
เริ่มตามไม่ทัน
ต้องรีบแล้ว
ช่วงนี้เริ่มชอบงานแบบ
Surreal Fashion ซะแล้วสิ
กับตอนนี้มีความฝันขึ้นมาอีกหนึ่งคือ
อยากตัดชุดเป็น
มากไปปล่าวว่ะ
แต่อยากทำจริงๆ
พอละ กลับไปทำงานต่อดีกว่า

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551

ดำ ด็อท คอม

ช่วงนี้ดำ
ดำอันแรกคือตัวดำปิ๊ดปี๋
เพราะงานแต่ละอย่างล้วนแต่ถ่ายข้างนอกทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะทิวทัศน์ และสถาปัตยกรรม
ตากแดดทีหน้าด้านเลย
แดดเมืองไทยก็ร้อนมากๆ
ถ่ายเสร็จทีเพลียหลับได้เป็นวันเลย
ดำทีสองคือดำมิด
สมองตีบตันมองโลกแคบ มืดมิดจริงๆ
อันนี้คงให้ใครช่วยไม่ได้นอกจาก
พัฒนาวิสัยทัศน์ตนเองต่อไป
อันที่สามคือใจดำ
เนื่องจากงานเยอะมากจึงใจดำกับ
งานที่บ้านไม่ยอมช่วย
ใจดำกับเพื่อนๆเนื่องจากเพื่อนก็ใจดำกับเรา(บางคน)
รวมแล้วก็ดำๆเฉลี่ยกันไป
ตอนนี้ชอบเพลงของ britheyจังเลย
Piece of me
ประโยคมันโดนดีจริงๆ

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2551

Let's be

งานๆๆๆๆๆๆๆๆ
เยอะทีเดียว
แต่ข้อดีมันเยอะกว่าข้อเสีย
ข้อดีคือเราจะแม่น เราจะพัฒนาและเราจะถึกขึ้น
ข้อเสียมีแค่เหนื่อย
ช่วงนี้ต้องทำตัวกตัญญูรู้คุณหน่อย
เหลวไหลมาเยอะแล้ว
ต้องทำคะแนนบ้าง
ให้เค้ารู้ว่าเรายังไม่ได้จากไปไหน
พอเหนื่อยเพราะงาน ล้าเพราะงาน
ก็พาลไปถึงเรื่องส่วนตัว
อะไรโดนนิดโดนหน่อยก็คิดเล็กคิดน้อยแล้ว
มันคงเหนื่อยมั้ง
เลยอยากได้อะไรมาประโลมใจเยอะๆ
อยากให้ทุกรายละเอียดเกิดขึ้นบ้าง
มันคงยิ้ม ยิ้ม ยิ้มได้ตลอด
แต่ก็ไม่อยากได้ความเสแสร้งอีก
เรื่องมาก
ช่างมันเถอะ
ปล่อยให้เป็นอย่างที่เป็นนี่ละ
คงดีมั้ง

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2551

ถึงเวลาแล้ว

งานเข้าเสมอต้นเสมอปลายมากๆ
ไม่รู้ว่า
งานแต่ละชิ้น
เราซีเรียสเกินไป
หรือ
ชาวบ้านเค้าไม่ซีเรียสกันก็ไม่รู้
ทำมากๆก็โดนหมั่นไส้
ทำน้อยๆก็ถูกผิดหวัง
ไม่ทำโดนว่าว่าขี้เกียจ
ยิ่งทำงาน ยิ่งเรียนรู้ไปเรื่อยๆถึงรู้ว่า
ชีวิตคนเราเรียนรู้เพื่อ
"จะได้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ชอบอะไรกันแน่"
นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวงการนี้
จากชอบอะไรแรงๆ จัดๆ บ้าๆ
กลายเป็นคลาสิค ต้องมีระดับ ต้องแพง
มาเป็นลายกราฟฟิค แล้วเน้น ความคมชัด
แล้วต่อไปจะเป็นอะไรน้า
ความเป็นตัวเองของเรามันจะหยุดเมื่อไหร่
หรือมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
จากคนที่ชอบอยู่คนเดียว ทำอะไรด้วยตัวเองมาตลอด
กลายมาเป็นคนที่ขาดคู่ไม่ได้
แล้วต่อไปอาจจะกลับไปเป็นเหมือนเก่า
หรือจะเป็นอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยเป็นรึปล่าว
เปลี่ยนบางที่ก็เปลี่ยนเพราะสิ่งรอบข้าง
แต่พอฝืนไปสักพักนึง
ก็รู้สึกได้ว่า
ต้องกลับมาเหมือนเดิมในที่สุด
เพราะยังไงคนเราก็ลืมจุดเริ่มต้นของตัวเองไม่ได้อยู่
ถึงเวลาแล้วละ

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2551

ยุ่ง โคตรยุ่ง แอนด์ยุ่งมากๆ

ไม่เคยคาดคิดว่าชีวิตนี้จะงานยุ่งเหยิงขนาดนี้
มีตั้งแต่ตื่นเช้าแล้วทำจนดึก
กับ
ไม่ต้องนอน แต่ทำจนถึงเช้าแล้วต่อจนดึกอีกวัน
ทำไมมันเหนื่อยได้ขนาดนี้นะ
เหนื่อยสมองมากเวลาคิดๆๆๆๆ
สนุกก็สนุกนะ สนุกและเพลินกับงานมาก
แต่ไปๆมาๆ มันก็สู้ไม่ไหว
ยังไงก็เต็มที่กับทุกงานไว้ก่อน
ช่วงนี้เงินรั่วมาก
จริงไม่จริงวันนี้อากงดูลายมือให้
ยังบอกเลยว่า
"เป็นคนหาเงินได้ทีเยอะมาก แต่ใช้เยอะมากเหมือนกัน"
ต้องระวังหน่อยแล้วกู
ช่วงนี้ความรักก็เรื่อยๆ
มีดีกับทะเลาะสลับกันไป
ให้มีรสชาติ
รู้สึกดีมากที่เค้ามาให้กำลังใจถึงที่เลย
มาช่วย ไปเป็นเพื่อนนู้นนี่
ขอบคุณมากนะครับ
รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลย
แล้วก็ขอโทษในบางอารมณ์ที่หงุดหงิดด้วยนะครับ
งานมันตึงเปี๊ยะเลย เลยหน้าเหม็นเยี่ยวบ่อย
แต่ยังไงก็เหอะ
ขอให้ความรักเราสองคนมั่นคงมากๆนะครับบบบ
สาธุ

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551

Shock, Tired and then Sad (STS)

เปิดมาปีใหม่
งานก็ดูเป็นผู้ใหญ่มาก
เป็นงานที่ไม่มีวันทำเสร็จภายในเวลาไม่กี่ ชม. แบบ ตอนงานที่แล้วๆมา
มันต้องมีกระบวนการคิดสูง
สนุกนะ
แต่บางทีการดองเค็มไว้มากๆ
ก็สร้างปัญหาให้ได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว
งานแรก
ถ่ายภาพให้ดูคงสไตล์ยุค 20 ไว้ให้ได้
อันนี้หนักพร็อพ บานแน่ๆ
นางแบบก็ค่อนข้างจำกัด
อันที่สองหัดทำศิลปนิพนธ์ก่อนจะเจอของจริงปีหน้า
อันนี้ ก็น่าคิดนะ เนื้อหาต้องอ่านเยอะมาก
ต้องรีเสิรซ์เยอะโคตร
อันที่สาม สร้างภาพที่มีลำดับการเล่าเรื่อง
อันนี้เหมือนเอาสองข้อข้างบนมาผสมแล้วเติมไปว่า
"ต้องสามารถเล่าเป็นเรื่องราวออกมาได้"
อันที่สี่ อันนี้หนักสุด
ทำงานสุดท้ายของภาพถ่ายแฟชั่น
คือถ่ายภาพจากเรื่องราวในวรรณกรรมไทย
ชั้นก็ไม่ใช่คนอ่านสักเท่าไหร่เลย อ่านที่ชอบเท่านั้น
ทีนี้ล่ะ ต้องอ่านจริงๆจัง
แล้วมีเวลางานนี้ 6 อาทิตย์
ทุกอาทิตย์ต้องส่งความคืบหน้า
มีผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆมาตรวจงานอย่างครบคั้น
รู้สึกว่างานที่ 5 6 7 กำลังตามมา
มีดิจิตอล อันนี้เหนื่อยหน้าคอม
มีLandscape เหนื่อยกายมาก เพราะต้องลุยแล้วกลับมาล้างฟิล์มอย่างด่วน
พร้อมอัดภาพ
อันที่เจ็ดต้องอ่านหนังสือสอบจิตวิทยาแล้วล่ะสิมันใกล้สอบแล้ว
แล้วสุดท้าย ทุกวิชาที่กล่าวมา มีแค่แฟชั่นเท่านั้นที่ให้Finalแล้ว
นอกนั้นยังไม่ให้เลย เพราะว่ายังมีงานอื่นที่ยังไม่ให้อยู่
ตายสนิท
แต่คิดว่าคงสนุกเลยล่ะ เพราะการมีงานเยอะขนาดนี้
คงทำให้วิ่งเต้นอยู่ตลอดเวลา
ไม่นอนเอื่อยอย่างนี้ ตอนนี้ถึงเวลาฟื้นฟูศิลปะวิทยากลับมาอีกรอบ
เฮ้อทำไมเวลาชีวิตชั้นมันสวนกระแสกับคนรักเราอย่างนี้นะ
ถึงแม้เค้าจะไม่มีงานหนักแล้ว
แต่ก็จะได้เจอกันบ่อยรึปล่าว ตัวเราเองก็มีงาน
ครั้งมาหา เค้าก็คงลำบากไม่ใช่น้อย
กลุ้มใจ ท้อใจเหมือนกันนะ
แล้วบางทีต้องมานั่งฟังคำอะไรที่ไม่อยากฟัง
ได้เห็นหน้าตาที่เซ็งๆเบื่อ มันก็ยิ่งกดดัน
เวลาพูดก็ต้องคิดแล้วคิดอีกไม่อยากให้สะเทือนกันมาก
เกลียดการมีปัญหาคู่มาก
มีแต่ละครั้ง เอามานั่งเครียดจนประสาทจะกิน
แล้วคอยแต่จะโทษตัวเองตลอด
จะทนไหวไม่เนี่ยชั้น
บางทีงานเยอะขนาดนี้คงทำให้ปัญหาน้อยลง
ก็อาจจะมีแนวโน้มที่ดีบ้างละ
ท้ายที่สุด
ฝากไว้กับตัวเองว่า
"ทำอะไรไปไม่มีใครเห็นค่า มีแต่ด่า แต่ถ้าใจรักจะทำก็ทำเถิด
แล้วสักวันหนึ่งคนที่ติเราจะเห็นว่า
เขาทำผิดเสียแล้ว"
สวัสดี

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551

New Year,Is it happy?

ปีใหม่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เหมือนกับว่า สองเดือนที่แล้วยังคิดอยู่เลยว่าอีกตั้งนาน
แต่พอมันจะผ่านไปเท่านั้นหล่ะ
ไม่ทันตั้งตัวเลย
ปีใหม่นี้สิ่งที่อยากได้และต้องทำให้ได้คือ
การเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่านี้แล้ว
มีมุมมองที่กว้างขวาง มีความอดทนมากขึ้น
มีความสุขุมรอบคอบมากขึ้น
มีความรักที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
ฟังดูมันเยอะจังจะขออะไรมากมาย
แต่
ความจริงแล้วไม่เยอะเลยนะ แล้วได้ทันทีเลย
ถ้าตัวชั้นเองพร้อม
มันก็จะเปลี่ยนให้เป็นทุกอย่างได้เลยอย่างที่ต้องการ
ขอให้ทุกคนที่อ่านเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเหมือนกันนะครับ
รัก
Taneaux