วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

หน้าที่ บทบาท ความรัก

ไม่ตั้งใจขึ้นชื่อหัวข้อให้รู้สึกคลื่นไส้
แต่ 2-3 วันนี้ ได้ยินเรื่องที่ทำให้กลับมาคิดเยอะทีเดียว
เรื่องงานมันหนัก
หนักทั้งความคิด ที่ต้องมีวิสัยทัศน์มากมาย
ต้องมองให้ไกลให้ลึก ให้ต่างมุมมอง
นั้นคือหนทางสู่ความสำเร็จในเรื่องการงาน
มันมีคำตอบ
บทบาทที่เป็นทั้ง พี่ ลูก เพื่อน แฟน
มันก็มีคำตอบหมด
เราสามารถเลือกบทบาทได้ ถึงแม้อีกฝ่ายอาจต้องทำใจรับ
แต่บทบาทของเรา ไม่จำเป็นต้องมีแค่อย่างเดียว
เราเหยียบเรือสองแมในกรณีนี้ได้แน่นอน
และกำลังเริ่มทำอยู่แม้ว่า มันจะเหนื่อยมากก็ตามที
อันสุดท้ายมันมีทางให้เลือก
ความรัก
มันมีทั้งหน้าที่ และ บทบาทมาเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้
บางครั้งก็ลำบากใจ
สองสามวันมานี้
ได้ยินประโยคประมาณว่า
"อยากกลับไปนิวยอร์ค แต่ เราต้องมาด้วยกันนะ"
"ที่นี้เงินเดือนน้อยมาก อยู่ที่นู้นสบายกว่าอีก"
และอีกหลายอย่างทำนองนี้
และที่ได้ยินวันนี้
"อยากกลับไปเหมือนกันนะ แต่น้องตั๋งเค้าต้องอยู่ที่นี่น่ะสิ"
นั้นละ
มันเริ่มจุดประกายความคิดของเราว่า
ตอนนี้ความรักกำลังทำให้เรามีบทบาทมีหน้าที่เพิ่มขึ้น
ในฐานะของคนที่โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
หรือกลายเป็น
ตัวตัดหน้าที่การงานในอนาคตมากขึ้น ทำให้โลกแคบมากขึ้น
ทุกวันนี้
เราอยู่กันบนความเหนื่อยของผู้ปกครอง
ถ้าวันหนึ่งเราต้องเลี้ยงตัวเองแล้ว
เราก็ต้องคิดถึงตัวเองก่อน
ถ้าเกิดอีกฝ่ายมาทำให้เราไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้
เราจะทำยังไงดี
ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยบอกว่า เราจะยอมหยุดให้คนที่เรารัก
และตอนนี้ก็ยังมีความคิดนั้นอยู่
แต่พอได้ยินประโยคเหล่านั้น
มันกลับมาฉุกคิดว่า
"เค้าควรจะเดินไปข้างหน้ารึปล่าว ในขณะที่เราก็อยู่ในสายงานของเรา
เดินไปของเรา"
มันคงเป็นทางคู่ขนานเอามาก
สถานที่ซุกหัวนอนก็คนละขั้วโลกแล้ว
ความคิดเหล่านี้ล้วนทำให้เราอ่อนแอทางจิตใจขึ้นมาทันทีที่คิดถึง
เรายังโตไม่พอรึปล่าว
ถ้าถามผู้ใหญ่เรารู้คำตอบตั้งแต่ปากยังไม่อ้า
ถ้าถามเพื่อนก็รู้คำตอบก่อนจะถามอยู่ดี
เลยตัดสินอย่างเด็ดขาดแล้ว
ว่า
ปล่อยเวลาพาทุกอย่างไปกับตัวเราเอง
ส่วนตัวเรา
มีหน้าที่ทำทุกอย่างให้มัน Perfect ที่สุดทั้ง
หน้าที่ บทบาท และความรัก(ที่ให้พี่เจฟคนเดียวครับ)
ตั๋ง

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551

Tired & Seirous

ช่วงนี้มันดูยุ่งๆ เหนื่อยๆ
เหมือนไม่ทันจะทำอะไรก็ล้าซะแล้ว
ไม่รู้เพราะปัจจัยทางร่างกาย
หรือมันเกิดจากจิตใจที่มันกระทบกระเทือนง่าย
แล้วยิ่งช่วงนี้นิดๆหน่อยก็มีเรื่อง
มันยิ่งทำให้เราน้อยใจ
มาคิดดูมันก็สมควรน้อยใจนะ
บางทีอะไรที่คนที่เรารักเค้าพลาดไป
ถ้ามันได้ยินจากปากของเค้าเองจะดีมาก เราจะงอน
แต่มันจะหายเร็ว
แต่นี่รู้จากปากคนอื่นทั้งๆที่เค้ามีโอกาสบอกตลอดเวลา
มันเลยน้อยใจหนัก
แต่อย่างว่านะ
ถ้าเค้าขอโทษมาแล้ว
มันต้องให้อภัย
รักคือการให้
ครั้งนี้ขอให้อภัยแล้วกัน
เหลือที่เรานั้นละ
จะงอนนานขนาดไหน
บางทีไม่อยากงอนนานหรอกนะ
แต่มันเสียความรู้สึกเท่านั้นเอง
ถ้าพี่เจฟได้มีโอกาสมาอ่านบทความนี้
ตั๋งขอ
ให้พี่เจฟถนอมน้ำเค้าหน่อยนะครับ
เค้าก็จะถนอมน้ำใจตัวเองเหมือนกัน
เรามาช่วยกันนะ

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2551

The day he'll back to my hug

รอมาจนถึงวันนี้
วันที่เค้าจะกลับมาสู่อ้อมกอดเรา
หวังว่าเค้ายังไม่ลืมความรู้สึกไว้ที่นั้น
ยังเอากลับมาอยู่นะ
ใจนึงเค้ากลับมาเราคงดีมากๆ
อีกใจนึงกลัวว่าเค้ากลับมาแล้วมันจะไม่เหมือนเดิม
กลัวบางอย่างมันเปลี่ยนความสัมพันธ์เราไป
แต่ตอนนี้เค้ากำลังจะกลับมา
ก็ต้องยินดีไว้ก่อนแล้วกัน
แล้วที่เหลือค่อยคุยกันทีหลัง
เพราะยังไง
"การกลับมา"
คือสิ่งที่รอตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม วันที่เค้าเดินเข้าประตูไป
กลับมารักกันนะครับ
พี่เจฟ

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2551

Earthquake

ช่วงนี้คงต้องอยู่กับสถานการณ์
สั่นๆสู้ๆสะเทือนๆ
เพราะหัวข้อในครั้งนี้คือการเคลื่อนไหว
เราไม่อยากเอาแบบวิ่งๆ เดิน น่าเบื่อมาก
ขอเอาเป็นสะเทือนแล้วกัน
หวังว่าจะออกมาสำเร็จนะ
ช่วงนี้อารมณ์ขี้เกียจเริ่มลอยมาตามสายลมอีกแล้ว
บิดนู้นขยับนี่ก็เบื่อเซ็งซะแล้ว
ตอนนี้ไปโรงงานทีไรก็นั่งเฉยๆ
ไม่ทำอะไร
เราเป็นลูกแบบไหนกันว่ะเนี่ย
อยากจะช่วย
แต่ไม่รู้จะช่วยอะไร
ภาษาจีนก็ถอยลงไปเรื่อยๆ
ทำไงดีนะ
ช่วงนี้เรียนภาษาฝรั่งเศสตั้งข้อสังเกตว่า อาจารย์จะไม่เรียกเราตอบคำถามเลย
ไม่เรียกให้อ่าน
ไม่ถามเฮี้ยอะไรทั้งสิ้น
ถามทุกคน
แต่ไม่ถามเรา
โอเคเราอาจจะเปิดตัวออกมาดี
แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ต้องพูดเลย
ถ้าอย่างงั้นความสามารถมันก็ถอยเหมือนกันนะ
เฮ้อ
อยากจะรีบเรียนให้จบคอร์สนี้จะได้เผ่นไปลงคอรส์อื่น
จะดีกว่า
อีกไม่กี่วันพี่เจฟก็จะกลับมาแล้ว
ดีใจจัง
กลับมาครั้งนี้คงมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกเยอะ
ทั้งหน้าที่การงาน
สถานการณ์ต่างๆ
มันทำให้เราต้องค่อยๆขยับความสัมพันธ์
จริงๆแล้วอยากหวานๆ
แต่ถ้าเป็นอย่างงั้นตลอด
มันคงทำให้อีกฝ่ายรำคาญมากเลยทีเดียว
คิดแล้วก็เครียด
ไม่เครียดก็คือไม่คิด
เพราะฉะนั้นคิดดีกว่า
มีอะไรให้สมองแก้เล่นเยอะดี

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2551

รันชู แปลว่า ปลาทอง

ได้ปลาทองมาใหม่เพิ่มอีกสามตัว
จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 2 ตัว
แล้วอาทิตย์ที่แล้วซื้อมาใหม่ 3 ตัว
จากเดิม 2 ตัวแรก เคยเป็นโรคซึมเศร้า โรคจุดขาว เลือดออกตามหาง
ตอนนี้ก็รักษาค่อยๆดีขึ้น กินอาหารมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่สามตัวที่ซื้ออาทิตย์ที่แล้ว
ตอนนี้ใกล้ตายแล้ว
เพราะเป็นโรคจุดขาว
ตัวเมียเกล็ดหลุด
และทุกตัวซึมเศร้า
สาเหตุหลักมาจากเชื้อโปโตซัวที่เกิดขึ้นในน้ำเย็นจัด
และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแรงตลอดเวลา
เราไม่รู้มาก่อนเลยว่า
ปลาทองไม่เลี้ยงในห้องแอร์
เพราะน้ำมันจะเย็นอย่างรวดเร็ว
แล้วกลางวันที่เราไม่อยู่บ้านมันจะร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
รู้สึกผิดมาก เพราะตอนนี้สามตัวนั้นดูใกล้เดี้ยงแล้วจริง
ต้องเริ่มปฐมพยาบาลมันอย่างใกล้ชิด
กลัวมันจะตายมากๆ
สวยๆทั้งนั้นเลยอ่ะ
เอาน่ะ ต้องพยายาม
อยากเลี้ยงปลาทองสวยๆมานานแล้ว
จะเอาไปเลี้ยงที่โรงงานให้หมดยกเว้นสองตัวแรก เพราะคนละพันธุ์กับหกตัวหลัง
6 ตัวหลังเป็นพันธุ์ออลันดาสวยมากมาย
ชอบที่มันดูเป็นสีทองจริงผสมแดง แล้วมันเกล็ดสีขาว
ดูมีสกุลมากๆ
จะนับวันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มเลี้ยงปลาทองอย่างจริงจัง
และจะนับวันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มการลดโลกร้อนด้วย
ขอให้ปลาทองเอาทองเข้าโรงงานด้วยเถอะ
สาธุๆๆๆๆ