วันจันทร์, มีนาคม 23, 2009

Emancipation

"ปลด...ปล่อย"
หลังจากที่ทุ่มเทเวลากว่าสามเดือนทั้งหมด ในที่สุดก็ถึงเวลาสำหรับงานชิ้นนี้
เรื่องราวจากราชสำนักจีนสมัยราชวงศ์แมนจู
จักรพรรดิถงจื้อผู้ถูกกดดันจากขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัดภายในวัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพระมารดาของตนเอง
เป็นเหตุให้พระจักรพรรดิไม่สามารถอดทนกับความกดดัน
และระบายอารมณ์ออกมาในรูปของกามรส
ที่ท้ายที่สุดพระองค์ก็สวรรคตด้วยรสที่พระองค์ทรงระบายออกมานี้เอง

งานนี้ใช้กลิ่นอายของจีนเข้ามาผสมผสานอยู่มาก
แต่ก็เป็นแค่สัญลักษณ์
ไม่ได้ใช้ลักษณะตรงๆ แบบจีนเสียทีเดียว
ไม่ได้ลอกเลียนแบบประวัติศาสตร์แต่เป็นการวิเคราะห์
ประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองแบบปัจจุบัน
ตามสไตล์แนวความคิดของ Pierre&Gilles

เราพอใจกับผลงานครั้งนี้มาก
เพราะงานนี้เป็นงานที่ต้องใช้กระบวนความคิดสูง
ทุกอย่างมีขั้นตอนของมันชัดเจน
ทุกอย่างมีที่มา
มันดีตรงที่ทุกจุดในภาพสามารถย้อนกลับไปหาข้อมูลได้หมด
และที่ชอบมากที่สุด
คือได้ทำงานที่ตัวเองอยากทำมานาน
เราชอบความเซ็กซี่ มันลึกลับ มันดูดี
มันตอบสนองกับสัญชาตญาณของเราที่ปัจจุบันเราถูกควบคุมไว้ด้วย
"ธรรมเนียม"
จนเราลืมสัญชาตญาณดิบของเราไป
แต่ไม่ได้ความว่าจะต้องเรียกมันกลับมาใช้หมด
เพียงแต่กระตุ้นบ้างว่า
"เราเป็น คน มันก็ต้องมีความ อยาก"
จริงมั๊ยครับ...เหล่ามือถือสาก ปากถือศีล

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 26, 2009

Unfaithful

แดนวิมานอาจสลายในพริบตา
ความสุขมาเลือนไปไม่อาจยั้ง
สิ่งดีๆที่สร้างมาไม่จีรัง
อาจพลาดพลั้งผิดไปในครั้งเดียว
.
.
.
ไม่เข้าใจ...
.
.
.
เพราะธรรมชาติสร้างเรามาด้วยจิตใจ
ให้ความตายเป็นทางออกของเราเอง

วันพุธ, ธันวาคม 24, 2008

Nokia SupernoVa

ฟังข้อความ
รับฝากข้อความ
เช็คข้อความ
ข้อความจากเพื่อน
ข้อความทะเล้น
ข้อความคิดถึง
ข้อความตลก
ถ้าเป็นคุณจะเปิดดูหน่อยมะ
Nokia Supernova
เฮ้อ เพ้อเจ้อ
แต่ติดปากดีว่ะ จะใช้สร้างความน่ารำคาญกับคนรอบข้างเป็นระยะ
แก้เครียด

วันอังคาร, ธันวาคม 23, 2008

CHESS MATCH

ที่อยู่ดีๆก็ขึ้นหัวข้อกระทันหันขึ้นมาอย่างนี้
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ออกจะทุลักทุเลทางจิตใจ
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลากับเรื่องเหล่านั้น
เลยต้องหาทางวางแผนการรบใหม่
ไม่เคยเหลวไหลขนาดนี้
ขนาดที่ลืมเตรียมเนื้อเรื่องสำหรับการนำเสนอข้อมูลให้กับอาจารย์
ความจริงแล้วเราชอบอะไรที่ดูเป็นโบราณ
ดูมีเนื้อเรื่องจะเอามาเล่นได้เยอะ
อ่านประวัติศาสตร์มา ชอบเรื่องในวังมากที่สุด
ทีนี้ในเมื่อจะใช้อิทธิพลจาก Pierre et Gilles
ศิลปะที่ว่าด้วยการนำหลัก "เผชิญหน้า"
แบบ
"Mise-en-scence"
หรือเรียกอีกแบบว่า
"Being-as-Playing-a-Role"
เข้ามา โดยมีตัวแปรหลักคือ
"Marionette"
ที่เสือกนำเสนอเป็นหัวข้อไป เนื่องจากอยากทำงานประมาณ โรงละครสัตว์
โอเคทีนี้ลองมาวิเคราะห์นะ
ในเมื่อแกนหลักของMarionette คือการ บังคับ และควบคุม
ให้ไปตามที่ต้องการเพื่อความพอใจต่อคนที่บังคับ
ตัวแปรตามคือ
"Pierre et Gilles"

ที่นำเสนอภาพแบบละครเวที
การเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์(ตรงนี้ตรงกับความชอบของเรา)กับเรื่องราว
ที่ผู้คนทั่วไปรู้จักมานำเสนอในความต้องการของตนเอง(ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับเพศ)
รายละเอียดที่สมบูรณ์แบบทุกอย่างอยู่ด้านหน้าและง่ายแก่การเข้าใจ
และตัวแปรควบคุมไม่ให้งานหลุดกรอบคือ
"หมากรุกฝรั่ง"
ทำไม ทำไมต้องหมากรุกฝรั่ง??? นั่นสิ
เดิมทีแล้วเราอยากทำเรื่องราวในประวัติศาสตร์
เรื่องแรกที่เข้ามาในหัวเกี่ยวกับการชักใยคือ
"พระนางซูสีไทเฮากับลูกชาย"
ที่เรื่องเกี่ยวกับการบีบบังคับให้ลูกชายทำในสิ่งที่ตนต้องการ
และสุดท้ายก็ต้องสูญเสียลูกชายไปเพราะสิ่งที่ตนห้ามและบังคับ
เนื้อเรื่องเศร้าและจริง แต่ว่ามันคงจะแคบมาก
งานคงจีนๆ มีอีหมวยกับไอตี๋
เลยคิดจะมาทำอะไรขยายวงกว้าง
เดิมทีคิดจากพื้นหินอ่อนตารางขาวดำ
ตามความชอบส่วนตัวเราชอบตารางขาวดำ
หมากรุกๆๆๆๆๆๆ
หมากรุกมี คิง ควีน ไนท์ บิชอป พอน
มีทุกอย่างทุกเรื่องราวที่เอามาปั้นแต่งเองได้
"แล้วทำไมชั้นถึงจะไม่เอามาเป็นหัวข้องานละ"
.
เพราะฉะนั้น การยำงานครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายสำหรับการเรียนถ่ายภาพปีสี่
"Marionette+Pierre et Gilles+Chess"
=
MARIONETTE
โดยจะเอาเรื่องราวทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างสอดแทรกเป็นระยะๆ
น่าสนุกแต่ต้องลองดูก่อน
ณ ตอนนี้เอาเรื่องรายงานข้อมูลให้รอดแล้วทำการบ้านที่เหลือ
ให้มากที่สุดจะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องปวดหัว
ปล่อยมันไป ลอยไป
แล้วกลับมา "รุกฆาต" อีกครั้ง

วันเสาร์, ธันวาคม 20, 2008

"ช่างมันเถอะ

ช่วงนี้มีแต่เรื่องกังวลใจเข้ามาตลอดเวลา
เป็นหน้าหนาวที่แย่ที่สุดในรอบยี่สิบสองปีที่มีมา
ประการแรกด้วยการเรียนที่มีรายละเอียดเยอะ
จนบางทีก็รับไม่ไหวเลย
นั่งเฉยๆก็จริง แต่ในหัวคิดแต่เรื่องงานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เรื่องงานคือสาเหตุของอาการมึนหัวและทรงตัวไม่อยู่ ซึ่งเป็นมานับแล้วทั้งหมดหนึ่งสัปดาห์ถ้วนๆ
แถมยังมีท่าทีว่าจะไม่หายง่ายๆ
โรคหวัดที่มาเยือนทันทีที่ร่างกายอ่อนแอจากความเย็นบ้างหนาวบ้าง
โรคหวัดมักพ่วงมาด้วยกลิ่นปากที่มักมาประจำเสมอ
.
อนึ่ีงเรื่องนี้ยังนับเป็นเรื่องที่จิ๊บจ๊อยมาก
เพราะทุกปีก็เจองานเยอะอย่างนี้อยู่แล้ว
งานที่หนักกว่านี้ กดดันกว่านี้ แล้วเป็นงานชาวบ้านที่โยนมาให้
ก็เจอมาหมดแล้วแต่เรื่องที่สองนี่ก็ถือว่าพอสมควรเลย
นั่นคืองานส่วนที่บ้าน
ทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงแต่ก็นับว่าอิทธิพลทางจิตใจอย่างใหญ่หลวง
อยากช่วยแต่ช่วยอะไรไม่ได้มาก เจ็บใจจริงๆนะ
บางทีเรื่องราวที่มีแต่อุปสรรคในอดีตของปะป๊า
สามารถสร้างความแข็งแกร่งในการต่อสู้กับอุปสรรคืได้อย่างใหญ่หลวง
แต่การรับมามากจนเกินไป
ก็สร้างความเจ็บปวดทางจิตใจที่ว่า
เราช่วยอะไรไม่ได้เลย
หรือ
เราอยู่กับโครงสร้างวัฒนธรรมเก่าๆ

วันศุกร์, สิงหาคม 8, 2008

8-8-8

วันเกิดก็เวียนเข้ามาอีกรอบจนได้
เลขสวยด้วยนะ
8-8-8
แล้วอายุยัง
22
อีก
สวยมาก และรู้สึกตื่่นเต้นกับมันที่สุด
ยิ่่งโตขึ้น วันเกิดมันยิ่งจืดลง
การงานมันเยอะ
ทุกอย่างมันพลางทำให้วันๆนี้้เป็นแค่วันธรรมดา
คนทำงานคงคิดกันอย่างงี้
แต่เราจะไม่คิดอย่างงี้
เราไม่ยอมให้วันดีๆของเรา กลายเป็นวันธรรมดาหรอก
ใช้ชีวิตต้องสนุก ตอนนี้ทุกอย่างกำลังขยับให้ตัวเรา
ไปสู่ทางที่ตัวเองอยากไปมากขึ้น
ตาเราสว่างมากขึ้น พออายุมากขึ้น เจออะไรเจ็บๆมากขึ้้น
ถ้าเป็นคนขี้้น้อยใจเมื่อก่อนคงหลับหูหลับตาโกรธ
แต่ตอนนี้คือความเข้าใจ
ที่จะไม่ลืม
ครั้งหนึ่งมองว่าความรักเป็นเรื่องที่ต้องละเอียดอ่อน
ประคับประคอง
ตอนนี้มันคือสิ่งที่ปล่อยไปตามหัวใจรู้สึก
รู้สึกได้ว่าความรักครั้งนี้
ถ้าพยายามมากๆ คือผิดหวัง
ต้องพยายามไม่แสดงอารมณ์ตัวเองมาก
ถึงจะได้อะไรที่่สมใจ
มันแปลกดี เพราะความรักตามมุมมองเราคือ
สิ่งที่พยายาม เพราะครั้งหนึ่งเรารักเขาเพราะเขาพยายาม
พยายามมากถึงมากที่สุด
แต่มาวันนี้กลายเป็นต้องไม่พยายามมากที่สุด
อย่างว่าละคนเรามันเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ
ก็ต้องดูว่าหลังวันเกิดหลังความรู้สึกนี้
เราจะเปลี่ยนแปลงกันไปอย่างไร
ไม่ว่าจะดีจะร้ายเราถือว่า
มันคุ้มที่ได้เจอ

Happy Birthday to Me

วันอังคาร, กรกฎาคม 15, 2008

ชั้นขอไปเป็นตัวเอง

ช่วงนี้เอาแต่พูดว่าเหนื่อย
ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไร
ปฏิบัติน่ะไม่ค่อยได้แตะ
แต่ความคิดเนี่ย ใช้เยอะมาก
ใช้เยอะจนบางครั้งพระอาทิตย์ยังไม่ตก
ตาก็จะหลับเพราะความเพลียซะแล้ว
บางทีนะ
ก็คิดเหมือนกันว่า
สิ่งที่เครียดๆอยู่ทุกวัน คิดมากอยู่ทุกวัน
มันใช่เรื่องจำเป็นสำหรับเรารึปล่าว
เราเคยเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้
แต่ตอนนี้มันติดกับตัวเราตลอดเลย
อยากจะค่อยๆปล่อยออกจากตัวไปบ้าง
จะได้ไม่ต้องมานั่งคิดอะไรบ้าๆบอๆ
หรือกลัวเรื่องบางอย่างจะเกิด
ถ้าคิดให้ได้ว่า
"ถ้ามันเกิดก็ช่างหัวมันปะไร"
ถ้าแบบนี้คงมีความสุขไม่น้อย
ความที่ตอนนี้ ทุกอย่างค่อนข้างจะมืดมาก ในแง่ของ วิถีชีวิต
อารมณ์ และการศึกษา
เป็นเหมือนยุคงมโข่ง
ช่วงนี้ค่อนข้างห่างจากสิ่งที่รักมาก
ไม่ได้แตะต้องสิ่งที่อยากมอง อยากเรียนรู้เลย
ยิ่งทำให้หงุดหงิด
และมืดมากขึ้นเรื่อยๆ
.
.
.
.
สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือเวลา
ให้เวลากับตัวเอง
ให้มากๆ
เราอาจจะต้องยอมเสียบางอย่าง
เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวตนของเรา
ดีกว่าดันทุรังเกิดปัญหา
จนนั่งมืดไปตลอด
แม้จะอยู่ในที่ๆสว่างจ้ามากๆก็ตาม
อาเมน