วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

I want my life to be as it should be.

เคยสงสัยบ้างมั๊ยว่า
ทำไมเราไม่สบายเหมือนคนอื่นบ้าง ไม่อะไรๆก็ง่ายๆเหมือนคนอื่นบ้าง
ในขณะที่คนอื่นได้สนุกสนาน
ตัวเราต้องนั่งทำสิ่งที่ต้องทำ
และบางครั้งก็ต้องทำด้วยความตราดตรำบางครั้งก็ต้องหลั่งน้ำตา
มาจนถึงวันนี้เข้าใจแล้ว
ว่าสิ่งที่เราต้องทำ นั้นละ มันทำให้เราได้อะไรมากกว่าคนอื่น
ทุกวันนี้มองดูคนที่สนุกๆ ไปวันๆ เดินนู้นนี่ไม่คิดอะไรมาก
เห็นแล้วสงสัยว่าคนพวกนี้เมื่อโตขึ้น
เค้าจะทำอะไรน้า คนที่แต่งตัวแพงๆ แต่ทำอะไรไม่ได้เลย
ปลายทางของคนเหล่านี้จะอยู่ที่ไหน
ไม่มีคำตอบ บางทีเค้าอาจจะเจ๋งกว่าตัวเราที่ไปคิดหยั่งงี้กับเค้าก็ได้
แต่เท่าที่คิดได้ตอนนี้
ชั้นจะไม่ยอมหยุดอยู่กับที่เด็ดขาด แม้ว่าตอนนี้
อุปสรรคต่างๆจากข้างนอกตัว กับอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากคนรอบข้าง
รวมทั้งที่เกิดจากจิตใจของตัวเอง
จะขัดขวาง จะทำให้ชั้นต้องช้าลง
แต่มันจะแค่ช้าลงแป๊ปเดียวเท่านั้นละ
สำหรับความรัก
ในตอนนี้มันดูราบรื่น ไปเรื่อยๆตามวิถีแบบคนอย่างที่ชั้นเป็น
ถึงแม้ว่ามันจะเกิดเรื่องจิตใจที่ต่างกัน แนวทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน
ถึงมันจะทำให้ท้อบ้าง แต่ก็ต้องพยายามปรับ
ปรับในสิ่งที่ปรับได้
คงในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเองไว้
และหวังกับรักครั้งนี้ว่ามันจะเป็นอะไรที่ให้ทุกๆอย่างกับชีวิต
(แต่ไม่คาดหวัง แค่บางครั้งขี้สงสัยเอามากๆ)
สุดท้ายก่อนจะจบบทเรียนวันนี้
เพราะความที่บุพการีที่ชั้นรักที่สุดสอนไว้เสมอว่า
"ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี"
ด้วยเหตุนี้อะไรที่ดูเหมือนจะไม่กล้าพูด หรือพูดแล้วอ้อมๆ ต้นเหตุมันมาจากคำนี้ละ
เพราะความที่ตัวเองมีปมด้อยสูงในวัยเด็ก
จึงคิดว่าจะพูดอะไรออกไป ต้องดูคนที่รับฟังเราด้วย ว่าเราจะทำให้เค้าเสียใจรึปล่าว
เพราะเราเองเสียใจกับคำพูดคนมามากมายเหลือเกิน
เพราะฉะนั้นคำพูดที่เหมือนพยายามจะบอกอะไรสักอย่างอย่างไม่ตรงไปตรงมาจึงไม่ใช่
วิธีที่ชั้นพยายามจะสร้างความรำคาญให้กับคนอื่น
I want my life to be as it should be.

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

Children of Revolution

Children of Revolution
ชอบคำๆนี้จัง มันให้ความหมายที่ลึกซึ้งกินใจ
มันทำให้คนๆหนึ่ง
ที่เหมือนจะมืดทั่วด้าน คิดอะไรไม่ออก
อยู่ดีๆก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้หลุดจากที่เคยเป็น
ปฏิวัติตัวเอง ให้เป็นคนใหม่
โบกมือลาความน่าเบื่อ เพ้อฝัน คอยมอง
ให้เอาความคิดตัวเองขึ้นนำหน้า
ต่อจากนี้
เมื่อไหร่ที่ผิดหวังกับการงาน คิดอะไรไม่ออก
ก็จะถึงเวลาที่คิดถึงคำนี้ออกมา
แล้วจากนี้ไป
มันจะเข้มแข็งขึ้น ทั้งข้างในและข้างนอก
ต้องโบกมือลาแล้วกับ
"เด็กน้อย"
ที่ทำให้โลกดูไร้เดียงสามาตลอด
จากนี้ไปมันจะเป็น
"Children of Revolution"

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

Renaissance 4 : Try and Try and you'll success that plan!

ช่วงนี้งานเข้ามาไม่ขาดสาย
สมองถูกใช้ให้คิดตลอดดีจริงๆ
แต่บางครั้งร่างกายมันเหมือนจะไม่สู้
ต้องฝีนจนล้า
จะทำยังไงน้า
ถึงจะได้ไปถึงจุดที่เราต้องการสักที
ตอนนี้คิดละพยายามทำ
ถึงทำได้ไม่ดีนัก
แต่ก็คงดีกว่าไม่ทำ
พอมาถึงความรัก
ก็ต้องพูดอีกครั้งว่า
สดชื่น เย้+เย้
ถึงแม้บางทีความคิด Negative จะทำให้เรา
"เพ้อไปเอง กังวลไปเอง"
แต่จากนี้จะพยายามปรับตัว ปรับใจให้ไม่บ้า ให้เกียรติคนที่เรารัก ไม่ทำให้เค้า
"เเกลียด" แต่อยากได้ "เกียรติ"
มีงานใหญ่ครั้งแรกในชีวิต ตื่นเต้นมากได้ถ่ายภาพได้งานระดับนี้ ภูมิใจที่สุด
แล้วดีใจกว่าเมื่อเห็นคนที่เรารักมาหาเรา
ขอบคุณนะครับ
ที่ทำให้เรามีความสุขมากกว่าใครๆ
ตั่งจะไม่ให้ที่เสียเวลามานี้ต้องเสียเปล่าครับบบ
รัก ร๊าก รัก
ถ่ายรูปจงเจริญ

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

Renaissance 3 : Do again and again,never stop

ช่วงนี้มีงานล้นหลามเข้ามาอย่างที่ ไม่คาดว่าจะเจอขนาดนี้
งานที่ว่ามันไม่เยอะหรอก
แต่มันใช้ความคิดเยอะมาก
ล้า เหนื่อยจนน้ำตาต้องไหลออกมา ไม่รู้ว่าที่ตัวเองตั้งใจไป
"จะดีรึปล่าว"
สุดท้ายก็ได้รู้ว่า ถ้าลองคิดว่า
สิ่งที่พยายามตอนนี้ยังต้องเจออะไรที่สาหัสกว่านี้อีกข้างหน้า
คำว่าเหนื่อย ในตอนนี้ แทบจะไม่มีในสมองเลย
มันอยู่ที่ว่าใจมารึปล่าว
ต้องพยายามจนที่สุด พยายามต้องไปเพื่อตัวเราเอง
ความรักช่วงนี้มีอะไรให้ยิ้มได้ทุกครั้ง ที่คิดถึง
พูดง่ายๆก็คือยิ้มตลอดเวลา
ทำไมเราโชคดีอย่างงี้นะ
แต่ก็แอบมีกังวลบ้างในใจลึกๆ
บางทีทั้งการงาน กิจกรรม อาจทำให้เราได้เจอกันน้อยลง
ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล
แต่ยังไงก็อย่างที่บอกใจมาแล้ว อะไรก็ไหว อยากบอกว่า
"รัก"
ทุกวันไม่เว้นในแต่ละวัน และจะไม่ยอมหยุดพูดด้วย
ก็รักไปแล้วนี่

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

Renaissance 2 : Must enough by enough

เริ่มอาการวีนแตกเพราะหาที่จอดรถไม่เจอ เซ็งจริงๆ แล้วต้องมานั่งเถียงกับยามอีก
เลยเอาพายุมาใส่คนที่เรารักด้วย รู้สึกแย่จัง
วันนี้ไปโบสถ์กับพี่เจฟ ไปถ่ายรูปหัวข้อที่ตั้งไว้
ถ่ายได้บ้าง ไม่พอใจบ้าง โอเคบ้างปนๆกันไป
ไปจตุจักรเดินดูของนู้นนี่ แล้วก็จะถ่ายรูป คนเยอะมาก เยอะจนรู้สึกไม่อยากถ่าย มันเสียความเป็นตัวเองไป
ขณะเดินมองดูคนที่เรารักเดินไปข้างหน้ารวดเร็ว
ทำไมมันเหงาได้ขนาดนี้ว่ะ ทั้งๆที่ห่างกันไม่ถึง1 เมตร
แอบคิดว่าถ้าเค้าเดินพร้อมกับเรา มือคล้องบ่า พูดคุยกันหัวเราะเฮฮาคงดี
ไอตั๋งมึงคิดมากมายมหาศาล
จตุจักรคนเยอะ มานั่งคุยกันคงไม่สะดวก
แต่มันอยากนี่ แต่ก็อีกนั่นละ ดูเหตุผลมันจะทำก็คงได้ แต่คงไม่สะดวกนัก
ได้แต่คิดนู้นนี่
แล้วก็ปรับความคิดเข้าหากัน
อืมก็โอเคขึ้น
จากนี้จะไม่คาดหวังอะไรด้วยตนเอง ต้องพยายามมองกว้างๆ ดูทั้งสองฝ่าย
แต่ที่จะไม่เปลี่ยนคือ จิตใจกับความเป็นตัวเอง
เมื่อไหร่ความเป็นตัวเองหายไป
ใครจะมานั่งพิมพ์ล่ะเนี่ย
รักนะครับ Mr.Frozen

The first day of Tano's renaissance

วันเสาร์ เป็นวันที่น่าจะสบายเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังคงต้องวุ่นวายการเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่
ทุกครั้งที่เหนื่อยล้า น้อยใจกับความไม่สมหวัง ก็จะบอกกับตัวเองว่า
"เรื่องแค่นี้มันจิ๊บๆ อย่าคิดมาก"
แค่นี้ก็ทำให้เดินหน้าต่อได้แล้ว
วันนี้ไปถ่ายรูปคนแก่ ที่สยาม ก็ถ่ายที่ทางขึ้นบันได้รถไฟฟ้า มีคุณยายคนนึงยืนเต้นร้องเพลง
ชั้นชอบคนอย่างงี้จัง แล้วก็รีบถลาเข้าไปหาไปคุย ไปเต้นไปร้องเพลง มือถือกล้องถ่ายไปด้วยแล้วยังได้ถ่ายคุณลุงเพื่อนคุณป้าอีกคน
ภาวนาในใจขออให้ได้รูปที่ดีที่สุดเถอะ
ตอนนี้เรื่องที่ต้องเน้นคืออารมณ์ จะต้องไม่ทำให้แบบเป็นหุ่นตุ๊กตา
จะต้องรื้อฟื้นความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ให้มาปรากฏในงานให้ได้
ถ่ายรูปเสร็จเราก็เดินไปหาพี่เจฟ เดินไปไหว้พระพรหมณ์ตั้งใจอธิษฐานกับสิ่งที่เราต้องการ
การอธิษฐานมันก็ดีนะ มันทำให้กำลังใจหลายๆอย่างขึ้นมาได้อีกเยอะ
กลับมาที่รถไฟฟ้าสยามมานั่งกินเอ็มเคกัน
มีความสุขจัง
ชอบประโยคที่พี่เจฟพูดว่า
"ทำวันนี้กับพรุ่งนี้ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว อย่างอื่นอย่าพึ่งคิดมาก"
มันทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนยังไงไปมันคือ จากตัวเรา
ตั๋งจะทำให้ดีที่สุดครับ
พรุ่งนี้จะต้องไปถ่ายรูปอีกรอบ จะต้องทำให้ได้ ให้ได้ ให้ได้
คืนนี้เป็นอีกคืนที่ดี รักที่ดี และจะต้องทำให้จุดประสงค์ชีวิตเป้นไปในทางที่ดีด้วย
นมัสเต